ไม่ประสบความสำเร็จ

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • หลายครั้งคนเราเอาความสุขไปผูกกับการประสบความสำเร็จมากเกินไป ทำให้เมื่อล้มเหลวแล้วจึงรู้สึกท้อ ต่างจากคนที่ทำอะไรได้นานๆ ล้มเหลวก็ลองใหม่ คนที่ทำแบบนี้ได้ไม่ใช่เพราะอึด แต่เพราะเขา “สนุกและมีความสุขที่ได้ทำ”

วันก่อนมีคนอีเมล์ มาปรับทุกข์ให้ผมฟังว่า รู้สึกท้อแท้ เพราะทำนู่นทำนี่มาแล้วหลายอย่าง แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จอยู่ดี จนตอนนี้ไม่รู้จะเอาไงต่อ หมดกำลังใจ รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ไอ้ขี้แพ้” จนไม่อยากทำอะไรอีกต่อไปแล้ว

คือตอนผมอ่าน ผมเห็นใจและเข้าใจมากเลยนะครับ เพราะการเผชิญกับความล้มเหลวบ่อยๆ มันบั่นทอนกำลังใจแน่ๆ ผมก็เป็น แต่ครั้นจะบอกว่า อย่าท้อนะ ผมก็กลัวจะเหมือนเรื่องนี้ ที่ เอลิซาเบธ กิลเบิร์ต (Elizabeth Gilbert) เขียนไว้ในหนังสือ พลังวิเศษของคนธรรมดา (Big Magic)

เธอเล่าแบบนี้ครับ ในงานพบปะริชาร์ด ฟอร์ด ซึ่งเป็นนักเขียนชื่อดัง มีชายกลางคนยกมือขึ้นถามกับฟอร์ดว่า “ผมคิดว่า ผมและคุณ(ฟอร์ด)มีอะไรคล้ายกัน คือเราสองคนเขียนนิยายมาทั้งชีวิต มีบางครั้งสิ่งที่คุณเขียนก็บังเอิญคล้ายกับสิ่งที่ผมเขียน แต่มีสิ่งเดียวที่แตกต่างกันคือ งานเขียนของคุณได้รับการตีพิมพ์ แต่ของผมไม่ได้รับการตีพิมพ์ ทั้งๆที่ผมก็พยายามมาแล้วตลอดหลายสิบปี ผมเสียใจมาก กำลังใจหดหายไปหมด ผมเลยอยากถามคุณฟอร์ดว่า พอจะมีคำแนะนำอะไรให้ผมบ้างไหม นอกจากการบอกว่าสู้ๆ เพราะใครๆ ก็พูดประโยคนี้ให้ผมฟัง จนผมรู้สึกว่าคำนี้ยิ่งทำให้ผมท้อกว่าเดิม”

แล้วรู้ไหมครับว่า ฟอร์ดตอบชายคนนี้ว่าอย่างไร ฟอร์ดบอกกับชายคนนี้ว่า “ผมเสียใจด้วยนะครับที่คุณต้องเจอความผิดหวังมาหลายครั้ง และผมจะไม่บอกให้คุณสู้ๆ เพราะรู้ว่าคำนี้จะทำให้คุณเสียกำลังใจเปล่าๆ แต่ผมจะบอกอย่างอื่นแทน ซึ่งอาจจะฟังดูน่าตกใจหน่อย ผมว่า คุณเลิกเขียนหนังสือเถอะครับ”

สำหรับตัวผม ตอนผมอ่านเรื่องนี้ ผมก็ไม่รู้นะครับว่า จริงๆ แล้วเหตุผลที่ริชาร์ด ฟอร์ด พูดตรงและแรงแบบนี้ เป็นเพราะต้องการกระตุ้นให้ชายคนนี้ลุยต่อ หรือว่าอยากให้ชายคนนี้เลิกเขียนหนังสือจริงๆ แต่ผมเชื่อว่า สิ่งที่ฟอร์ดเห็นในตัวผู้ชายคนนี้คือ ชายคนนี้ไม่มีความสุขกับการเขียนหนังสือเลย

ผมเชื่อว่าหลายคนที่ปรับทุกข์ให้ผมฟังคงไม่ต่างจากชายคนนี้ คือไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ และผมเชื่อว่าสาเหตุใหญ่มาจากการผูกตัวเองกับการต้องประสบความสำเร็จมากจนเกินไป จนทำให้ทุกครั้งที่ทำงานหรือทำสิ่งใดก็ตาม ไม่ได้ทำเพราะชอบหรือสนุกที่ได้ทำ แต่ทำเพราะลึกๆ คาดหวังว่ามันต้องทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จให้ได้ 

ฉะนั้นเวลาที่ล้มเหลว คนที่เป็นแบบนี้ก็จะเจ็บปวดมาก เพราะเขามองว่าตัวเขาเองก็ล้มเหลวตามไปด้วย

ส่วนตัวผม ผมคิดว่า การมีมุมมองที่ผูกติดกับความสำเร็จแบบนี้ มันเหนื่อยมาก คือผมไม่ปฏิเสธนะครับว่า ใครก็อยากประสบความสำเร็จกันทั้งนั้น ผมเองก็เป็น เพียงแต่ผมคิดว่า ในชีวิตคนเรา สิ่งสำคัญที่ทุกคนควรมีให้ได้ก็คือ ความสุข

คือถ้ามองว่า “จะมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อประสบความสำเร็จแล้วเท่านั้น” ผมว่าชีวิตแบบนี้คงทรมานน่าดู เพราะใครจะการันตีได้ครับว่า วันหนึ่งเราจะประสบความสำเร็จจริงๆ ซึ่งถ้าไม่มีวันนั้น หรือถ้ามีก็อีกนาน โอ้โห ชีวิตนี้ไม่ต้องมีความสุขกันพอดี และที่สำคัญเกณฑ์อะไรที่จะบอกว่า ตอนนี้ได้เดินทางมาถึงจุดที่สำเร็จแล้ว

ในทางกลับกัน ผมเห็นด้วยกับ เอลิซาเบธ กิลเบิร์ต ที่พยายามโน้มน้าวให้เห็นว่า การได้ทำอะไรก็ตาม ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยหรือดูกระจอกในสายตาใคร หรือไม่ได้ยิ่งใหญ่โดดเด่นเป็นที่หนึ่ง แต่ถ้ามันทำให้เรามีความสุข ไม่เดือดร้อนใคร ก็จงทำเถอะ เพราะอย่างน้อยเราจะได้มีความสุข อย่างตัวเธอเอง เธอก็ผ่านการถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์มาแล้วหลายครั้ง หนังสือที่เธอเขียนหลายเล่มก็แป้กไม่เป็นท่า ซึ่งเธอบอกว่า เธอก็รู้สึกว่าตัวเอง ล้มเหลว อยู่บ้าง แต่เพราะสนุกกับการได้เขียน เธอเลยยังเขียนไปเรื่อยๆ 

ที่สำคัญคือ เธอพยายามมองการถูกปฏิเสธให้เป็นเรื่องสนุก เหมือนกับการเก็บแต้มว่าเธอถูกปฏิเสธมาแล้วกี่ครั้ง ซึ่งการคิดบวกแบบนี้คล้ายกับอาจารย์ ทีน่า ซีลิก (Tina Seelig) ที่กล่าวว่า

คนเราควรมองความล้มเหลวเหมือนนักวิทยาศาสตร์ทำการทดลอง คือมันไม่ใช่ความล้มเหลว แต่มันคือการเก็บผลข้อมูลทีน่า ซีลิก (Tina Seelig)

อย่างในประเทศเดนมาร์ก หนึ่งในประเทศที่ติดอันดับคนมีความสุขที่สุดในโลก ชาวเดนิชก็พยายามเลี้ยงลูก โดยปลูกฝังให้เด็กมีสิ่งที่เรียกว่า ความเชื่ออำนาจจากภายใน (Internal Locus of Control) ที่จะตรงข้ามกับ ความเชื่ออำนาจจากภายนอก (External Locus of Control) สำหรับ ความเชื่อจากภายใน (Internal Locus) ถ้าพูดง่ายๆ คือเชื่อว่าชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับมุมมองภายในของเรา ขณะที่ ความเชื่อจากภายนอก (External Locus) เชื่อว่าชีวิตถูกกำหนดด้วยปัจจัยภายนอก

ผมคิดว่า คนที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขก็คงมีวิธีคิด ความเชื่อจากภายใน (Internal Locus) แหละครับ คือไม่ปล่อยให้ปัจจัยภายนอกมากำหนดตัวเอง พูดอีกอย่างคือ ไม่ใช้เรื่องการประสบความสำเร็จ การได้รับการยอมรับจากคนอื่น จำนวนเงินในบัญชี มากำหนดตัวตนและความสุขของเรา

ผมว่านี่คือกุญแจสำคัญในการใช้ชีวิต ว่าสุดท้ายแล้วเราตั้งโจทย์ชีวิตแบบไหน อะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตกันแน่ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าคิดนะครับ ว่าเหตุผลที่คนเราอยากประสบความสำเร็จ ก็เพราะเราอยากมีความสุขใช่หรือเปล่า ก็แล้วถ้ามีความสุขได้ตั้งแต่ตอนนี้ทำไมถึงไม่ลองดูล่ะ

เพราะผมเชื่อว่า คนที่สามารถทนทำอะไรได้นานๆ หรือทนความล้มเหลวที่เกิดซ้ำๆ ได้ ไม่ใช่เพราะความอึดอย่างเดียวเท่านั้น แต่เพราะสนุกที่ได้ทำ อย่างน้อยถึงมันจะไม่ได้รับการยกย่อง ไม่โด่งดัง ไม่ได้เป็นที่หนึ่ง แต่สิ่งที่ได้แน่ๆ ก็คือ ความสุข ซึ่งผมว่าแค่นี้ก็ควรนับว่าเป็นความสำเร็จในชีวิตแล้วนะครับ เพราะเราได้ทำให้ตัวเรามีความสุขแล้ว