“MINARI” แด่ครอบครัวที่ใกล้แตกสลาย จงเจ็บปวดเพื่อเรียนรู้ ฟื้นฟู และเริ่มต้นใหม่

148
หนังอีกเรื่องหนึ่งที่ดูจบแล้วเรารู้สึกอยากนั่งอยู่ฟังเสียง End Credit ให้สมองและหัวใจได้ย่อยสักพัก ก่อนที่จะลุกออกมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังอยู่ระยะหนึ่ง มันทำให้เรารู้สึกใจสลาย แต่ในขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ประกอบหัวใจเหล่านั้นกลับขึ้นมาใหม่ ให้เราเข้มแข็งกว่าเดิม
 
ตัวหนัง MINARI นั้นเรียบง่ายไม่ได้หวือหวา แต่ทุกองค์ประกอบภาพยนตร์นั้นทำออกมาได้ยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็น ตัวบท การเล่าเรื่อง นักแสดง การถ่ายทำ รวมทั้งเสียงประกอบ และเมื่อทุกอย่างในเรื่องรวมกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ MINARI จะเป็นหนึ่งในหนังตัวเต็งรางวัล Oscars แถมไปกวาดรางวัลในระดับโลกมาแล้วอีกมากมาย รวมถึงหนังภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจาก Golden Globes ด้วย
 
Minari เป็นผลงานการเขียนบทและกำกับ ของผู้กำกับลูกครึ่งอเมริกัน-เกาหลีใต้ “ลี ไอแซก ชอง” ที่ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากชีวิตวัยเด็กของตัวเองกับครอบครัว หนังเล่าเรื่องราวของครอบครัวชาวเกาหลี ที่หอบเอาความหวังไปตั้งต้นชีวิตใหม่บนแผ่นดินอเมริกาในยุค 80 พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นชาวสวนชาวไร่บนดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ต้องปรับตัวให้เข้ากับผู้คนและสภาพแวดล้อม และเผชิญกับปัญหาชีวิตคู่ที่ต้องเจอ
 
หนังแสดงให้เห็นถึงความเรียลมากๆ ของการแต่งงานการมีครอบครัว ที่หมดยุคช่วงหอมหวานและเดินหน้าเข้าสู่โลกแห่งความจริง มันเป็นความรักในแบบ “ชีวิตหลังแต่งงาน” ซึ่งตัวหนังชี้ให้เห็นเลยว่า สภาพความสัมพันธ์ของทั้งคู่ในปัจจุบันนั้น กระท่อนกระแท่นและมีปัญหาเรื่องมุมมองแนวคิดการมีครอบครัวไว้พอสมควร
 
ความฝัน หรือ หน้าที่
 
อย่างตัวพ่อจาค็อบ (รับบทโดย สตีเวน ยอน) ที่ถือว่าเป็นหัวหน้าครอบครัว ก็มองว่าการเริ่มต้นใหม่ในครั้งนี้คือการทำเพื่อครอบครัว เขาทนทำอาชีพแยกเพศไก่ในโรงงานแห่งหนึ่งของอเมริกา จนมีเงินก้อนมาซื้อที่ดินเพื่อจะทำฟาร์มเป็นของตัวเองตามแบบฉบับ American Dream
 
เขามองว่าการปลูกผักทำฟาร์มนั้นจะทำให้ครอบครัวมีกินมีใช้ในอนาคต เขาจึงทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจไปกับมัน โดยไม่ได้สนเลยว่าลูกเมียนั้นต้องลำบากขนาดไหน เพราะเขาเลือกมาซื้อที่ดินในย่านไกลเมือง ห่างไกลความเจริญ ขนาดโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดต้องขับรถไป 1 ชั่วโมง เพื่อแลกกับที่ดิน 5 เอเคอร์ หรือประมาณ 10 ไร่ สำหรับทำฟาร์มปลูกผักขาย เพราะเขาก็มองว่าถ้าความฝันนี้สำเร็จ ทุกคนก็จะสุขสบายเองในภายภาคหน้า
 
มีบทสนทนาหนึ่งที่ตัวพ่อพูดไว้ว่า “จะไม่ชอบเป็นลูกเจี๊ยบตัวผู้ ที่ทั้งไม่อร่อย ไข่ก็ไม่ได้ จนต้องถูกคัดทิ้ง เพราะมันไร้ประโยชน์” เราเลยพอเข้าใจความคิดความอ่านของตัวละครตัวนี้ ที่ต้องแบกภาระการเป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องมีความหนักแน่น มุ่งมั่นที่จะพาครอบครัวไปข้างหน้า
 
ส่วน โมนิกา ผู้เป็นแม่ (รับบทโดย ฮันเยริ) ก็ต้องการความมั่นคงกว่านี้ เพื่อลูกๆ จะได้ไม่ลำบาก เธอไม่ได้เห็นด้วยที่สามีของเธอทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการทำฟาร์ม โดยที่แทบไม่ได้สนใจเลยว่า หากลูกคนเล็กที่เป็นโรคหัวใจอาการกำเริบขึ้นมาจะเป็นอย่างไร จนเธอต้องออกโรงขอร้องกับสามีว่าให้เก็บเงินเผื่อรักษาลูกเอาไว้บ้าง
 
เธอเองไม่มั่นใจว่าสิ่งที่สามีทำอยู่นั้น มันจะพาชีวิตครอบครัวไปได้ดีกว่าเมื่อก่อนอย่างไร เพราะที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็แทบไม่ต่างจากเดิม เผลอๆ อาจจะแย่ลงด้วยซ้ำ
 
จะเห็นได้เลยว่าทั้งสองคนก็มีเป้าหมายเดียวกันคือการดูแลครอบครัว แต่คนหนึ่งใส่ความฝันของตัวเองลงไป กับอีกคนที่มองปัจจุบันและพยายามทำหน้าที่ของตัวเอง แต่หนังเองก็ไม่ได้บอกหรือตัดสินว่าสิ่งใดถูกหรือผิด เพื่อให้คนดูได้ตัดสินเอาเองว่า ในเมื่อมุมมองความคิดของทั้งสองคนนั้นสวนทางกัน เราควรจะตัดสินใจอย่างไรดี?
 
#การมาถึงของคุณยาย ที่ย้ายมาจากเกาหลี คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สถานการณ์การกระทบกระทั่งของทั้งสองคนเบาลง แต่ไม่ใช่กับ เดวิด ลูกชายคนเล็กผู้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ ที่ไม่เคยเจอคุณยายมาก่อน แน่นอนว่าการปรับตัวเข้าหากันนั้นเป็นเรื่องยาก แถมเด็กน้อยยังบ่นด้วยว่า คุณยายไม่ใช่คุณยาย เพราะอบคุกกี้ก็ไม่เป็น ทำกับข้าวก็ไม่ได้ แถมยังพูดหยาบคายอีก
 
ความสนุกคือการได้ดูคู่ ยาย – หลาน คู่นี้พัฒนาความสัมพันธ์จากคู่กัด กลายเป็นคู่ซี้ และช่วยเบรกบรรยากาศอันตึงเครียดจากคู่สามี-ภรรยา ที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครอบครัว
 
องค์ 3 หรือช่วงสุดท้ายของเรื่อง มันเต็มไปด้วยความปวดร้าวและเจ็บปวดจน เรารู้สึกถึงความงดงามที่เกิดขึ้น ช่วยกันประคับประคองความหวังไปด้วยกัน พยายามฟื้นฟูซากหัวใจที่แตกสลายขึ้นมาใหม่ ในมุมของชีวิตครอบครัวธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่ง
 
ซึ่งความหมายโดยนัยทั้งหมดของหนังเรื่องนี้นั้นใกล้เคียงกับ “มินาริ” ผักพื้นบ้านของชาวเกาหลีคล้ายๆ ผักชี ลักษณะเด่นคือจะไม่ค่อยโตเมื่อหว่านเมล็ดลงไป แต่มันจะเจริญงอกงามขึ้นเมื่อผลัดใบ หลังจากใบแรกตาย ซึ่งผู้กำกับตั้งใจที่จะหยิบเอามาเปรียบเทียบกับสถานการณ์ของครอบครัวนี้
 
 
MINARI จะเข้าฉายอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2021 นี้
ตัวอย่าง: https://youtu.be/SQniAuzj8FY