MARKETINGPerformance Marketing ขั้นกว่าของการทำการตลาดออนไลน์

Performance Marketing ขั้นกว่าของการทำการตลาดออนไลน์

Mission To The Moon x Digimusketeers

Performance Marketing คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญต่อโลกการตลาดออนไลน์?

อย่างที่เราพอทราบกันดีว่าในปัจจุบันการทำการตลาดออนไลน์เข้ามามีบทบาทอย่างมากในทั้งฝั่งของธุรกิจและฝั่งของผู้บริโภค แทบจะทุกแห่งหนที่เราท่องไปบนโลกออนไลน์แฝงไปด้วยการทำ ‘การตลาด’

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จำนวนธุรกิจที่กระโดดเข้ามาบนแพลตฟอร์มออนไลน์นั้นมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแข่งขันทางด้านการตลาดออนไลน์ที่สูงขึ้นไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการทำการตลาดออนไลน์ก็มี Pain Point อยู่ค่อนข้างมาก ทำให้การทำ ‘Performance Marketing’ เข้ามามีบทบาทสำคัญ ที่จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์นั้นมีความครบวงจร และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หลายๆ คนคงอยากจะรู้แล้วว่า Performance Marketing คืออะไร ไปหาคำตอบกัน!

Advertisements

ทำความเข้าใจ Performance Marketing

คำว่า Performance Marketing สามารถที่จะนิยามได้หลากหลาย แต่ที่เข้าใจร่วมกันโดยทั่วไปคือ การทำ Performance Marketing จะเน้นย้ำไปที่การทำการตลาดออนไลน์เพื่อเป้าหมายทางธุรกิจ เช่น การมียอดขายที่เพิ่มขึ้น หรือการมีจำนวนผู้ใช้งานที่มากขึ้น ผ่านการวัดค่า Metrics ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ROI (Return on Investment), ROAS (Return on Ads Spendin) หรือ อัตราการซื้อ (Conversion)

หลายๆ คนอาจจะเริ่มงงว่า แล้วมันแตกต่างจาก Digital Marketing อย่างไร?

ในการทำ Digital Marketing ธุรกิจส่วนมากจะทำการตลาดในหลายๆ ช่องทาง แต่ไม่สามารถวัดผลได้ว่าผลตอบรับที่เข้ามานั้นมาจากช่องทางไหน หรือไม่สามารถที่จะดูได้ว่าช่องทางไหนมีประสิทธิภาพที่สุด เพราะขาดหนึ่งปัจจัยสำคัญไปคือ ‘ระบบ Tracking’ ซึ่งสิ่งนี้นี่แหละที่เป็นหัวใจหลักของการทำ Performance Marketing

ดังนั้น Performance Marketing = วัดผลได้

ทำให้สิ่งที่จะแตกต่างจากการทำ Digital Marketing คือ Performance Marketing จะเน้นย้ำไปที่ ‘กระบวนการ’ และ ‘วิธี’ การทำการตลาดออนไลน์ ในส่วนของ Digital Marketing จะเป็นเพียงเครื่องมือที่ให้นักการตลาดหยิบมาใช้ ซึ่งทั้งสองส่วนนี้มีปัจจัยที่ช่วยเกื้อหนุนกันทางใดทางหนึ่ง

Pain Point ของการทำการตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน

การระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ธุรกิจต่างๆ เข้ามามีบทบาทในโลกออนไลน์มากยิ่งขึ้น ซึ่งแปลว่าการที่มีผู้เล่นที่มากขึ้นนั้นเท่ากับค่าต้นทุนการทำการตลาดที่สูงขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้บางอุตสาหกรรมมีอัตราการเพิ่มสูงขึ้นของต้นทุนมากถึง 100% เลยทีเดียว

เพราะส่วนใหญ่ที่ธุรกิจต่างๆ ทำโฆษณาใน Google หรือ Facebook จะทำเป็นในลักษณะของการ Bidding ถ้ายิ่งมีจำนวนคนที่มาประมูลเพื่อให้โฆษณาของตัวเองแสดงมากกว่าเหนือคู่แข่งมากเท่าไหร่ ค่าโฆษณาก็จะมีราคาที่สูงขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ ด้วยจำนวนคู่แข่งที่สูงมากขึ้น ลูกค้านั้นมีตัวเลือกที่หลากหลาย ส่งผลให้พฤติกรรมของลูกค้ามีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น และสุดท้ายก็ทำให้เกิดอัตรา Drop-off ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเสนอขายของคู่แข่งที่เข้ามาตัดโอกาสของเรานั่นเอง

Performance Marketing แก้ Pain Point ของคนทำการตลาดออนไลน์

การทำ Performance Marketing จะสามารถเข้าไปช่วยแก้ไขและวิเคราะห์กระบวนการต่างๆ ได้ ซึ่งจะเริ่มจากกระบวนการแรกคือการ Tracking หรือการเข้าไปเก็บข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา และเมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้ออกมา จึงจะทำให้เรามองเห็น User Jouney ว่าเป็นอย่างไร กว่าที่จะมาซื้อสินค้าลูกค้าของเราผ่านจุดการสื่อสาร (Touchpoint) ในแคมเปญการตลาดตัวไหนบ้าง

ทำให้เรารู้ว่า Touchpoint ไหนมีประสิทธิภาพต่อ Marketing Campaign ของเรา ซึ่งในส่วนนี้ถ้าเป็นการทำ Performance Marketing ของ Digitmusketeer ก็จะมีการให้คะแนนในแต่ละ Touchpoint โดยมีวิธีเรียกกระบวนการนี้ว่า Attribution Model ซึ่งก็จะช่วยทำให้เราสามารถที่จะดีไซน์ User Journey ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

และหลังจากที่เราพอรู้แล้วว่าแต่ละ Touchpoint มีการทำงานเป็นอย่างไร ผลลัพธ์ดีหรือไม่ เราก็สามารถที่จะ Optimize แต่ละ Touchpoint เหล่านี้ ไม่ว่าเป็นการออกแบบให้ดียิ่งขึ้น หรือว่าแทรกแซง Journey ของลูกค้า ดูความต้องการของลูกค้า หากลูกค้าคนใดมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้า บางทีเราอาจจะแค่กระตุ้นเขานิดหน่อย เพื่อให้พวกเขาตัดสินใจซื้อทันที

โควิด-19 และการตลาดออนไลน์

แน่นอนว่าโควิด-19 ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยธุรกิจที่มีการเก็บ Data มาตั้งแต่ก่อนโควิด-19 ก็เริ่มที่จะสามารถนำ Data เหล่านี้มาวิเคราะห์ ทำให้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้ค่อนข้างที่จะรู้ว่าควรจะออกแบบแคมเปญอย่างไร และจัดโปรโมชันอย่างไรให้กับลูกค้าแต่ละกลุ่มในช่วงของการระบาด ซึ่งจะแตกต่างกับกลุ่มธุรกิจที่พึ่งเข้ามาทำการตลาดออนไลน์ ที่ส่งผลให้ ROI ของทั้งสองกลุ่มนี้ ระหว่างกลุ่มที่มี First Party Data กับกลุ่มที่พึ่งเข้ามาหรือพึ่งพา Third Party Data มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

Advertisements

การตลาดอะไรที่ควร ‘ระวัง’

บางครั้งเป้าหมายทางการตลาดของนักการตลาดหลายๆ คนคืออยากให้คนเห็นเยอะ มี Awareness เยอะ หรือคนคลิกเยอะ ทำให้บางทีก็เกิดงบประมาณที่บานปลาย แต่กลับกัน ถ้าเรามองว่า เราไม่จำเป็นที่จะต้องให้คนเห็นเยอะ แต่ให้ ‘เฉพาะกลุ่ม’ ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราเห็นเท่านั้น

ซึ่งเมื่อเรารู้กลุ่มเป้าหมายแล้ว ก็ไปดูว่ากลุ่มเหล่านี้มีขนาดเท่าไหร่ และประเมินว่าจำนวนเงินเท่าไหร่ถึงจะครอบคลุมการทำการตลาดสำหรับกลุ่มเป้าหมายของเรา ซึ่งตรงส่วนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดงบประมาณที่บานปลายและช่วยให้แคมเปญของเรานั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุดมากขึ้นอีกด้วย แทนที่จะเป็นการยิงโฆษณาแบบกว้างๆ เหมือนการทำการตลาดสมัยก่อน

เช่น ถ้าต้องการจะทำการตลาดให้กับคอนโด ในการทำ Performance Marketing สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเข้าไปค้นหาว่ากลุ่มเป้าหมายของเราคือใคร คนเหล่านี้มีความชอบ มีลักษณะภาพรวมชีวิตอย่างไรบ้าง ซึ่งเมื่อได้กลุ่มเหล่านี้มาจำนวนหนึ่ง สิ่งต่อไปคือการทำโปรโมตแคมเปญออกไป จากนั้นเราก็เริ่มจะรู้แล้วว่ากลุ่มใดมีการลงทะเบียนเข้ามารับชมคอนโด หากกลุ่มใดดูจะมีผลตอบรับที่ไม่ค่อยดี ไม่มีความสนใจในโครงการจึงค่อยตัดทิ้งออกไป

ซึ่งหลังจากกลุ่มลูกค้ามาเยี่ยมชมโครงการ ก็จะมีการเข้าไปติดตามกับทีมขายต่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้มี ‘คุณภาพ’ ไหม ถ้าหากไม่มีคุณภาพ ต่อให้ Cost Per Lead จะถูกแค่ไหนก็ไม่คุ้มค่าที่เราจะลงโฆษณาต่อ แต่ในอีกทางหนึ่ง ในบางเคสกลุ่มที่มีราคา Cost Per Lead ที่แพงก็อาจจะมีคุณภาพมากกว่า

อีกสิ่งหนึ่งสำคัญที่ Performance Marketing ทำได้คือ การย้อนกลับไปดูว่ากลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพเหล่านี้เห็นโฆษณาชิ้นใดก่อนที่เขาจะเข้ามาลงทะเบียนเยี่ยมชมโครงการ ซึ่งตรงส่วนนี้ทางทีมการตลาดสามารถที่จะหยิบนำไปต่อยอดได้

ทำให้บางทีการทำ Performance Marketing อาจจะทำให้เราได้เรียนรู้ถึงรูปแบบโฆษณา ไม่ว่าจะภาพ หรือข้อความว่าแบบใดกลุ่มเป้าหมายมีแนวโน้มจะคลิกเข้ามามากกว่า ซึ่งก็เป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่ทำให้เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

เมื่อการตลาดไม่ได้มีแค่ฝั่ง Technical แต่ต้องรวมถึงฝั่ง Creative

อย่างที่เราพอจะทราบกันดีว่าการตลาดนั้นไม่ได้มีแค่ฝั่งที่ดูเรื่องของกลยุทธ์เชิงเทคนิคอย่างในส่วนของ Performance เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของ Creative เข้ามาเกี่ยวข้องกันด้วย ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีปัจจัยเกื้อหนุนให้การทำการตลาดนั้นมีประสิทธิภาพขึ้นไปอีก เช่น ถ้าลูกค้าเสิร์ชสินค้าใน Google สิ่งที่ทางฝั่งเทคนิคทำ จะอยู่ในส่วนของการตั้งคีย์เวิร์ดต่างๆ ให้สินค้าของเราขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ส่วนฝั่ง Creative จะเป็นในเรื่องของการเขียนข้อความเกี่ยวกับตัวสินค้า ทำให้น้ำหนักของความสำคัญอาจจะแบ่งเป็น 70 : 30

กลับกันถ้าในฝั่งของการทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม อย่าง Facebook, Instagram หรือ Youtube สัดส่วนน้ำหนักของ Creative จะอยู่ที่ 70% และฝั่งของเทคนิคจะอยู่ที่ 30% เพราะแน่นอนว่าธรรมชาติของการเล่นแพลตฟอร์มเหล่านี้ สิ่งที่จะสะดุดตาผู้คนคือรูปแบบโฆษณา อย่างรูป ข้อความหรือวิดีโอ ดังนั้นการมี Creative ที่โดนใจผู้คนจึงสำคัญมากในการทำการตลาดออนไลน์บนโซเชียลมีเดีย

ทำการตลาดให้แตกต่างในวันที่ใครๆก็ทำได้เหมือนกัน

โจทย์หลักๆ ในยุคนี้คือการที่ใครๆ ก็สามารถลงโฆษณาได้ เพราะแน่นอนว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันมันก้าวล้ำไปข้างหน้ามาก แต่สิ่งที่จะทำให้การทำการตลาดของเราแตกต่างคือ ‘การดีไซน์แต่ละ Touchpoint’ ทำอย่างไรให้กลุ่มลูกค้าของเราตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าของเรา ทำอย่างไรที่จะใช้เครื่องมือต่างๆ ที่มี ทำอย่างไรที่จะใช้เทคโนโลยีที่ทำให้ชีวิตของนักการตลาดง่ายขึ้น เข้ามาสร้าง ‘ความแตกต่าง’ ทางการตลาดให้กับสินค้าของเรานั่นเอง

อีกสิ่งหนึ่งสำคัญที่เรามักจะได้ยินกันในยุคนี้คือคำถามที่ว่า ‘AI จะเข้ามาแย่งงานการตลาดหรือไม่?’ คำตอบคืออาจจะมีบางส่วน แต่ส่วนสำคัญที่ตอนนี้ AI ยังไม่สามารถทำได้คือ ความเป็นมนุษย์ แน่นอนว่าเพราะเราเป็นมนุษย์ด้วยกัน เราจึงสามารถที่จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ความคิดความต้องการของมนุษย์ ทำให้เราสามารถที่จะเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันได้ดีกว่า AI แต่ในอนาคต ด้วยศักยภาพของ AI ที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว วันหนึ่งความพิเศษของมนุษย์ก็อาจจะโดนแทนที่ด้วยเช่นกัน

ด้วยการแข่งขันทางการตลาดออนไลน์ที่รุงแรงขึ้น และมีข้อจำกัดเยอะขึ้น ทำให้การหาทางเลือกใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยทำให้การทำการตลาดออนไลน์ของเรานั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับธุรกิจ ซึ่ง Performance Marketing ก็เป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการทางส่วนนี้ และช่วยให้เรามีกระบวนการทำการตลาดที่ชาญฉลาดมากขึ้น คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น

ซึ่ง Digimusketeer ก็เป็นอีกหนึ่งผู้นำทางด้านนี้ ที่มีประสบการณ์การทำ Performance Marketing ให้กับแบรนด์ต่างๆ มากมาย หากธุรกิจใดต้องการที่จะรู้จักกับ Performance Marketing มากขึ้น และอยากที่จะหาผู้ช่วยในการทำการตลาดออนไลน์ที่ครบวงจร สามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่เว็บไซต์: www.digimusketeers.co.th/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Apichaya Jatutain
หญิงสาวผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยวและหาเพลงฟังเป็นชีวิตจิตใจ หลงใหลในการกินชานม