เสียเบี้ย เพื่อชัยชนะ

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • การทำธุรกิจ ในบางครั้งต้องยอมเสียอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่า
  • รองเท้า Air Jordan ที่ไนกี้ออกแบบให้ไมเคิล จอร์แดนใส่ในการแข่งขันนั้นถูกกรรมการ NBA แบนและปรับเงินจำนวนมาก ไนกี้นำสิ่งนี้ไปทำการตลาดต่อโดยออกแคมเปญ “The Shoe Banned by the NBA” ซึ่งทำยอดขยายได้ถล่มทลาย
  • คุณคีรี หัวเรือใหญ่ของ BTS ยอมเสียที่ดิน 10 ไร่ เพื่อทำเป็นถนนเชื่อมระหว่างพหลโยธินกับวิภาวดี เป็นถนน 8 เลน เพื่อแก้ปัญหารถติด ซึ่งสร้างมูลค่าที่ดินได้มหาศาลและเปลี่ยนให้ที่ตรงนั้นกลายเป็น “สุดยอดทำเลทอง”

เรื่องของรองเท้า กับ ไมเคิล จอร์แดน

ในบรรดาเรื่องราวความมหัศจรรย์มากมายของ ไมเคิล จอร์แดน มีเรื่องหนึ่งที่คนพูดถึงกันมาก คือ “รองเท้า” ที่เขาใส่ แม้เรื่องราวนี้จะมีหลายเวอร์ชั่นมาก และยังไม่แน่ใจว่าเวอร์ชั่นไหนถูกต้อง 100% แต่เรื่องราวก็น่าสนใจมากทีเดียว

ในปี 1984 Nike ได้เซ็นสัญญาเป็นสปอนเซอร์ให้ ไมเคิล จอร์แดน โดย Nike ได้ออกแบบรองเท้า Air Jordan สีดำแดง ให้เขาใส่ลงแข่ง แต่ปัญหาก็เริ่มเกิดขึ้นทันที เมื่อ เดวิด สเติร์น กรรมาธิการของ NBA ในขณะนั้น มีปัญหากับสีของ Air Jordan และตัดสินใจแบน ไมเคิล จอร์แดน จากการใส่รองเท้านี้

เพราะรองเท้า Air Jordan นั้นเป็นสีดำแดง แถมมีสีขาวน้อยไป เลยผิดกฎ NBA ที่ตอนนั้นมีกฎเรื่องการแต่งกายของผู้เล่น (NBA’s dress code) ทำให้ ต้องเสียค่าปรับถึง 5,000 เหรียญ ทุกครั้งที่จอร์แดนลงสนาม

ในหนึ่งฤดูกาล ไมเคิล จอร์แดน ลงเล่นประมาณ 82 เกม นั่นหมายความว่า เขาต้องเสียค่าปรับถึง 410,000 เหรียญ ซึ่งขณะนั้นเขามีรายได้ราว 610,000 เหรียญต่อฤดูกาลเท่านั้น Nike เห็นว่านี่คือโอกาสทอง! และไม่ยอมพลาดอย่างเด็ดขาด ไม่เพียงแต่ Nike จะจ่ายค่าปรับทั้งหมดให้ ไมเคิล จอร์แดน แต่ยังเอาเรื่องการโดนแบนนี้ไปทำการตลาดต่อ

เพราะการที่นักบาสสมัยนั้นใส่รองเท้าสีขาวเหมือนๆ กันหมด แต่มีจอร์แดนที่ใส่รองเท้าสีแดงดำอยู่คนเดียว ทำให้มันโดดเด่นมาก บวกกับความสามารถความเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของจอร์แดนเอง ทำให้ทั้งตัวเขาและรองเท้ายิ่งถูกจับตาขึ้นไปอีก

จากนั้น Nike ก็ออกแคมเปญโฆษณา “The Shoe Banned by the NBA” (รองเท้าที่ถูกแบนโดย NBA) ออกมาทันที

และแน่นอน Air Jordan ก็ขายดีแบบถล่มทลาย กลายเป็นรองเท้าในตำนานของ Nike และเป็นรองเท้าที่นักสะสมต้องมีไว้ในคอลเลคชั่น 

“ค่าปรับ” จึงดูเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่ Nike ได้กลับมาอย่างมหาศาล 


หันกลับมาดูที่ประเทศไทยบ้าง 

ไม่นานมานี้ “คุณคีรี กาญจนภาค” หัวเรือใหญ่ของ BTS ยอมเฉือนที่ดิน 10 ไร่ เยื้องแดนเนรมิต ทำเป็นถนนเชื่อมระหว่างพหลโยธินกับวิภาวดี เป็นถนน 8 เลน ความกว้าง 30 เมตร เพื่อแก้ปัญหารถติดที่เกิดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าแถวแยกรัชโยธิน 

ฟังแว๊บแรกแล้ว อาจรู้สึกแปลกใจว่า จะมีใครที่จะยอมนำที่ดินตัวเองมาทำเป็นถนนให้คนอื่นใช้ฟรี แถมยอมลงทุนสร้างเป็นถนนกว้างตั้ง 8 เลนอีกด้วย!

แต่ถ้าหากมองรูปที่ดินแปลงนี้แล้ว คงต้องพยักหน้าให้กับความเฉียบคมของ “คุณคีรี” เพราะที่ดินแปลงนี้มีลักษณะเป็นเส้นก๋วยเดี๋ยวที่แคบและลึก มีส่วนที่ดินติดถนนพหลโยธินและวิภาวดีอยู่ไม่มาก

แต่ถ้าหากตัดถนนที่ว่านี้แล้ว แนวยาวทั้งหมดของเส้นก๋วยเตี๋ยวจะกลายเป็นที่ติดถนนใหญ่ 8 เลนทันที กลายเป็นที่ “สุดยอดทำเลทอง” แถมตามกฏหมายผังเมืองถนนขนาด 8 เลน ยังช่วยให้สร้างตึกได้สูงอีกด้วย

นอกจากนี้ คุณคีรีวางแผนจะทำโครงการอสังหาฯ แบบมิกซ์ยูส ซึ่งแน่นอนว่า การที่มีถนนตัดผ่านย่อมช่วยสร้างมูลค่าให้ที่ดินอย่างมหาศาล หรือเปลี่ยนที่ตรงนั้นให้กลายเป็น “สุดยอดทำเลทอง” เรียกว่าได้ทั้งช่วยแก้ปัญหารถติด และสร้างประโยชน์ให้ที่ดินตัวเองไปในตัว

การยอมเฉือนที่ทำเป็นถนน ก็คล้ายกับการยอมเสียหมาก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ใหญ่กว่า


“การทำธุรกิจ ถ้าอยากชนะในสงคราม ต้องไม่มองอะไรทีละตา แต่ต้องมองเกมทั้งกระดานให้ออกครับ”

เหมือนกับที่ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกากล่าวไว้

บางครั้งเมื่อแพ้การต่อสู้ คุณจะพบวิธีใหม่ในการชนะสงครามประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์