ชวนคิด (ตอน 1): เทรนด์นาฬิกาแห่งอนาคต

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • หนึ่งในเทรนด์โลกที่น่าจับตามองคือ การที่ผู้บริโภคยึดติดกับความเป็นเจ้าของน้อยลง ในขณะที่เน้นการซื้อประสบการณ์มากขึ้น
  • ยอดขายของแอปเปิ้ลวอทช์ที่แซงหน้าโรเล็กซ์ไปเรียบร้อย
  • จะเกิดอะไรขึ้นหากบริษัทเทคโนโลยีสามารถสร้างคุณค่า และสถานะทางสังคมให้กับสินค้ากลุ่ม สมาร์ทวอทช์ ได้
คุณไม่อาจครอบครองปาเต็ก ฟิลิปป์ ด้วยว่าคุณเป็นเพียงผู้เก็บรักษาไว้สำหรับชนรุ่นหลังสโลแกนแบรนด์นาฬิกา ปาเต็ก ฟิลิปป์

ประโยคข้างบนคงเคยผ่านตาหลายท่านมาบ้าง ส่วนใหญ่เราจะเห็นรูปพ่อกับลูกทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันอยู่ โดยมีตัวคุณพ่อใส่นาฬิกาปาเต็กในอริยาบทเท่ห์ๆ ดูชีวิตดีๆหน่อยประโยคนี้ถือเป็นประโยคทองของวงการโฆษณาเลยทีเดียว คนในวงการโฆษณาจะยกประโยคนี้มาพูดบ่อยมาก เพราะมันสื่อถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ปาเต็กได้อย่างสมบูรณ์ จะว่าไปในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ก็มีประโยคระดับตำนานอย่าง “เพชรนั้นเป็นอมตะ” (Diamond is forever) ของเดอเบียร์ส (De Beers) นี่แหละครับที่เข้าขั้นการเขียนโฆษณาขั้นเทพ

วันนี้บทความที่ผมจะมาเขียน เกิดจากการแชร์บทความเมื่อวานเรื่องยอดขายของนาฬิกาโรเล็กซ์และแอปเปิ้ลวอช ผมได้รับคอมเมนท์ที่น่าสนใจมากทั้งจากหลังไมค์และในหน้าเพจ เลยอยากจะมาเขียนถึงซะหน่อย ขอเน้นก่อนนะครับว่า ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรผิดหรือถูกเพราะเรากำลังคาดการณ์ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น และยินดีรับฟังความคิดเห็นของทุกท่านนะครับ เห็นต่างได้แต่ไม่ทะเลาะกันนะครับ

เรื่องของเรื่องคือบทความที่ผมแชร์มา บอกว่ายอดขายของแอปเปิ้ลวอชแซงโรเล็กซ์ไปแล้วเรียบร้อย นี่มันหมายความว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมนาฬิกาเหรอ?

พูดเรื่องเทรนด์โลกที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกานิดหนึ่งครับ อันนี้เป็น 1 ใน 8 แนวโน้มอนาคตที่สำคัญของโลก (Megatrend) ที่ยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitors) เพิ่งออกมาเมื่อสักเดือนที่แล้ว หนึ่งในแนวโน้มหลักที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตคือ “Experience More” ซึ่งเทรนด์นี้เกิดจากการทื่ผู้บริโภคลดความสำคัญในการเป็นเจ้าของสิ่งของลง ในขณะที่ให้ความสำคัญกับการซื้อ “ประสบการณ์” มากขึ้น หลักฐานที่มาสนับสนุนเทรนด์นี้ก็อย่างเช่น ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งการใช้จ่ายในการซื้อสินค้าคงทน (durable goods) นั้นลดลง สวนทางกับการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของการใช้จ่ายในภาคบริการ (service sector)

โดยยูโรมอนิเตอร์คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายด้านการบริการ จะเพิ่มจาก 21.9 ล้านล้าน USD ในปี 2016 เป็น 43.6 ล้านล้าน USD ในปี 2030

เทรนด์นี้จะทำให้ผู้บริโภคมอบความสำคัญให้กับประสบการณ์ที่ได้รับโดยรวมเมื่อเลือกซื้อสินค้าหรือบริการ หรือจะกล่าวอีกนัยก็คือ ถ้าเป็นการซื้อสินค้า ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อแค่ตัวสินค้าแต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่มารอบๆสินค้านั้นด้วย ผู้บริโภคจะเลือกหา สินค้าหรือบริการที่เป็นของแท้ มีความเป็นส่วนบุคคล และเข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนมากยิ่งขึ้น

หันมามองตลาดนาฬิกาในบ้านเรา พบว่านาฬิการาคาตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไปนั้นมีมูลค่าถึง 28,559 ล้าน จากตลาดรวม 45,900 ล้านบาท หรือ 62% (ข้อมูลจากเว็บไซต์ Marketeer) พูดง่ายๆว่าตลาดนาฬิกาบ้านเราส่วนใหญ่คือตลาดนาฬิกาแบรนด์หรูครับ นี่ยังไม่นับพวกของหิ้วอีกซึ่งเชื่อว่ามีอีกมหาศาล

กลับมาที่แอปเปิ้ลวอชกับโรเล็กซ์

หลายคนบอกว่า “จะบ้าเหรอ เอาไปเทียบกันได้ไง อันหนึ่งมันอุปกรณ์ใส่เล่น อีกอันมันคือนาฬิการะดับตำนาน” นาฬิกาอย่างโรเล็กซ์หรือปาเต็กบางรุ่น ยิ่งเก็บราคายิ่งแพง บางทีดีกว่าไปซื้อทองอีก แต่แอปเปิ้ลวอชซื้อมา วันรุ่งขึ้นราคาก็ตกไปเพียบแล้ว

ในฐานะคนที่ชอบนาฬิกา ผมเห็นด้วยมากครับ มันเทียบกันไม่ได้เลยระหว่างแอปเปิ้ลวอชกับโรเล็กซ์ หรือนาฬิกาแบรนด์หรูยี่ห้ออื่น แม้ว่าแอปเปิ้ลจะเคยร่วมมือกับแอร์เมส (Hermes) แต่ก็ไม่ได้ทำให้แอปเปิ้ลวอชดูน่าสะสมขึ้นมาแต่อย่างใด

แต่ แต่ แต่

นั่นคือเรื่องของวันนี้ครับ และอย่างที่รู้กันว่าเดี๋ยวนี้ธุรกิจเปลี่ยนเร็วมาก เราลองคิดเล่นๆว่าอีก 10 ปี ข้างหน้า ถ้าคนรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้มีการรับรู้คุณค่าของนาฬิกาหรูเป็นของสะสมหรือสิ่งบอกสถานะทางสังคมแล้ว นั้่นก็เป็นทางหนึ่งที่อาจเกิดขึ้นได้

หรืออีกทางคือถ้าแอปเปิ้ลหรือบริษัทเทคโนโลยีทำ สมาร์ทวอทช์ ที่ทุกคนตอนนี้คิดว่าเป็นนาฬิกาของเล่น ให้มันมี “สถานะทางสังคม” ที่ไม่เหมือนวันนี้ได้ อะไรจะเกิดขึ้น? มันจะเกิดการแทรกแซงในวงการนาฬิกาหรือเปล่า? อาจไม่ได้มาจากเทคโนโลยี แต่มาจากคุณค่าในการรับรู้ของลูกค้าที่เปลี่ยนไป

แน่นอน ผมเชื่อว่านาฬิกาหรูแบบปาเต็กและโรเล็กซ์ อีก 100 ปีก็ยังขายได้ครับ คำถามที่น่าสนใจคืออีก 10-20 ปี ต่อจากนี้ พวกเขายังจะยัง “ขายดี” แบบวันนี้หรือเปล่า? โรเล็กซ์จะรักษาและขยายยอดขายระดับ 4-5 พันล้านเหรียญได้อยู่ไหม?

มันเป็นไปได้ไหมว่าลูกค้าจะเฉพาะกลุ่มขึ้น และ “ความคิด” เกี่ยวกับความสุขและสถานะทางสังคมของการใส่นาฬิกาแพงๆจะเปลี่ยนไป

และเป็นไปได้ไหมที่แม้แต่แบรนด์อย่างโรเล็กซ์หรือปาเต็กก็อาจต้องปรับตัวเหมือนกัน …หรือเปล่า? ถ้าแบรนด์ที่ทรงพลังขนาดนี้ยังมีโอกาสโดนท้าทายได้ พวกเรายิ่งต้องรีบปรับตัวให้เร็วกว่าเดิมอีกใช่ไหม?

บทความนี้เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามครับ แต่ก็น่าคิดนะครับ