“JCB” กับการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ผู้ให้บริการบัตรเครดิตสัญชาติญี่ปุ่น

197

เชื่อว่า “ญี่ปุ่น” คงเป็นจุดหมายในฝันของใครหลายๆ คน คนที่ยังไม่เคยไปก็อยากไปสักครั้ง ส่วนคนที่เคยไปแล้วก็อยากจะไปซ้ำอีก เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเสน่ห์ครบด้าน ทั้งอาหารอร่อย ที่เที่ยวสวยงาม บรรยากาศและอากาศก็ดี บ้านเมืองสะอาด เดินทางสะดวก มีความปลอดภัยสูง และยังมีความเป็นตัวของตัวเอง ที่สะท้อนภาพความเป็นญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นรักษาความดีงามเหล่านี้ไว้ได้ ส่วนสำคัญก็มาจากนิสัยของคนญี่ปุ่นเอง กับการพยายามรักษาอัตลักษณ์ความเป็นตัวเองเอาไว้ เช่นเดียวกับสินค้าและบริการหลายๆ อย่างที่มีต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น อย่างบัตรเครดิต “JCB” ที่คนไทยต่างคุ้นเคยกันดี

“JCB” หรือ “Japan Credit Bureau” เป็นผู้ให้บริการบัตรเครดิตสายเลือดญี่ปุ่นแท้ ซึ่งเริ่มก่อตั้งในเดือนมกราคมปี 1961 ในประเทศญี่ปุ่น แม้จะเปิดให้บริการเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นอย่างเดียว แต่ก็ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยในสิบปีต่อมา ก็มีคนใช้งานถึง 1 ล้านคน หลังจากนั้นในปี 1978 JCB ก็ออกโปรโมชันที่น่าสนใจมาก ณ ตอนนั้น คือการทำโปรแกรมสะสมคะแนนบัตรเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น โดยให้แสตมป์คะแนนกับลูกค้า พร้อมกับบิลค่าบัตรเครดิตสำหรับเก็บสะสม ซึ่งสามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นของรางวัลอย่างเช่น Sony Walkman เป็นต้น

จากนั้นในปี 1981 ที่คนญี่ปุ่นเริ่มเดินทางไปต่างประเทศกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในตอนนั้นบริษัทบัตรเครดิตต่างๆ ในญี่ปุ่นจึงเริ่มออกบัตรร่วมกับแบรนด์สัญชาติสหรัฐฯ เพื่อรองรับการรับบัตรในต่างประเทศ แต่ JCB กลับเป็นเพียงรายเดียวที่ตัดสินใจสร้างเครือข่ายการรับบัตรและบริการระดับโลกของตนเองขึ้นมา ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า JCB เป็นแบรนด์ที่รักษาอัตลักษณ์ของตัวเองไว้ตั้งแต่ต้น ก่อนจะเดินหน้าสู่การให้บริการในต่างประเทศ ทั้งฮ่องกง อเมริกา ยุโรป ดูไบ มอสโคว์ เอเชีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งเข้ามาในช่วงปี 1990

เมื่อเข้ามาในประเทศไทย JCB ก็ได้ร่วมมือกับ Local Bank ต่างๆ เพื่อเปิดให้บริการบัตร ซึ่งพาร์ทเนอร์ในปัจจุบันก็มีทั้ง AEON, KBANK, KCC, KTC, และ SCB ซึ่งช่วงแรกๆ ที่เข้ามานั้นจะเน้นเรื่องการมอบสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับญี่ปุ่นเป็นหลัก ทำให้มีความโดดเด่นกว่าเจ้าอื่นๆ อย่างมาก

ถ้าใครเป็นคนที่ชอบใช้บัตรเครดิต และมักจะติดตามอัปเดตโปรโมชัน ก็คงพอทราบว่า JCB ได้มีการปรับให้ตอบโจทย์กับลูกค้าคนไทยมากขึ้น จนผู้ใช้งานสามารถใช้บัตรได้อย่างคุ้มค่าในทุกวัน โดยเฉพาะโปรโมชันปัจจุบันที่เป็นพริวิเลจดึงดูดใจคนรักญี่ปุ่นอย่างมาก เช่น การรับประทานอาหารในร้าน JCB Crown Dining กว่า 15 ร้าน ซึ่งร้านเหล่านี้คือร้านอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องความออริจินัล และได้รับการันตีโดยคนญี่ปุ่น และสำหรับผู้ถือบัตร JCB จะได้รับอาหารจานพิเศษ Crown Dish จากเชฟของร้านฟรี ถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ถือบัตรที่น่าสนใจมาก

และด้วยความโดดเด่นเรื่องพริวิเลจสำหรับคนชอบญี่ปุ่น ไม่ว่าจะโปรโมชันร้านอาหาร การใช้บริการเลาจน์สนามบิน รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวนี้เอง ทำให้ยอดผู้ถือบัตร JCB ในไทยมีอัตราการเติบโตถึง 1.3 ล้านใบในช่วง Q1 2020 ซึ่งถ้าเทียบตั้งแต่ปี 2017-2020 จะพบว่ามีอัตราการเติบโตมากกว่า 135% ถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก ในโลกของการแข่งขันของผู้ให้บริการบัตรเครดิต ที่มีผู้เล่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้วสองเจ้า และแสดงให้เห็นว่า JCB ตีโจทย์คนไทยที่รักในความเป็นญี่ปุ่นและออกสิทธิประโยชน์ได้ตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง

การสร้างแบรนด์นั้นเป็นเรื่องยาก แต่การสร้างการรับรู้ให้ผู้ใช้งานเกิด “ภาพจำ” ที่ชัดเจนนั้นเป็นเรื่องยากกว่ามาก แต่ JCB ก็เป็นอีกแบรนด์ที่พิสูจน์แล้วว่า ด้วยความตั้งใจในการรักษาอัตลักษณ์จากนโยบายตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง จึงทำให้ผู้คนนึกถึงในฐานะผู้ให้บริการบัตรเครดิตสัญชาติญี่ปุ่น ซึ่งกลายมาเป็นเพื่อนของเหล่าคนรักญี่ปุ่นได้จริงๆ

และในช่วงที่โควิด-19 ยังอยู่กับเรา ซึ่งการเดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะ Dream Destination อย่างญี่ปุ่นยังคงต้องเลื่อนออกไปอีกพักใหญ่ แต่สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต JCB ในประเทศไทย ก็ยังคงสามารถได้รับสิทธิประโยชน์มากมายตลอดทั้งปีได้ กับ JCB PLATINUM SERVICE ทั้ง Daily Dining รวมร้านอร่อย, Journey ตอบโจทย์คนรักการเดินทางท่องเที่ยว, Lifestyle เข้ากับทุกการใช้ชีวิต และ Crown Dining ให้คุณสัมผัสประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นเหนือระดับอย่างที่กล่าวไปข้างต้น จึงเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ลองสัมผัสความเป็นญี่ปุ่นที่อยู่ในเมืองไทยกันดู ซึ่งคงจะช่วยให้คลายความคิดถึงญี่ปุ่นลงไปได้พอสมควร