INSPIRATIONSelf-Love...แด่คนที่ฉันควรรักมากที่สุด: ตัวฉันเอง

Self-Love…แด่คนที่ฉันควรรักมากที่สุด: ตัวฉันเอง

หากมีคนถามคุณว่าคุณรักแฟนของคุณไหม คงตอบได้ง่ายๆ เลยว่ารักสิ

หากเขาถามต่อว่าคุณรักเพื่อนสนิทของคุณไหม แน่นอนว่าคุณรักพวกเขาอยู่แล้ว

แต่ถ้าเขาถามว่า “แล้วคุณรักตัวเองหรือเปล่า?”

Advertisements

หลายๆ คนอาจใช้เวลาคิดอยู่สักพัก ก่อนจะตอบกลับอย่างไม่แน่ใจนัก

“รักสิ..”

ถ้าถามถึงคนในครอบครัว สัตว์เลี้ยงหรือคนอื่นๆ เรามีคำตอบให้อยู่แล้วแบบไม่ต้องคิดเยอะ ตั้งแต่รักมาก รัก ไม่รัก หรือเฉยๆ ตราบใดที่เป็นคนอื่นเราตอบได้เสมอ แต่เมื่อไหร่ที่เป็นเรื่องของตัวเราเอง เราอาจตอบไม่ได้เต็มปาก เพราะเราก็ไม่ค่อยได้มานั่งคิดเหมือนกันว่าจริงๆ แล้วเรารักตัวเองไหม 

แล้วถ้าหากว่าคำถามถูกเปลี่ยนเป็นแบบนี้จะตอบง่ายขึ้นไหม

“คุณแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากกว่าตัวคุณเองหรือเปล่า”

“คุณกังวลว่าคนอื่นจะไม่ชอบคุณไหม”

“คุณเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ่อยๆ ไหม”

ถ้าตอบว่าใช่ทุกข้อ บางทีนี่อาจจะถึงเวลาแล้วที่คุณต้องรักตัวเองให้มากกว่านี้อีกหน่อย

บอกรักตัวเองครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

การบอกรักตัวเองไม่ใช่การยืนส่องกระจกแล้วพูดว่า “รักนะ” เสมอไป

การรักตัวเอง (Self-love) อาจหมายถึงการปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความเคารพและอ่อนโยน 

อาจหมายถึงการดูแลร่างกายและจิตใจให้ดี เช่น การออกกำลังกาย การอ่านอะไรดีๆ เป็นอาหารสมอง หรือการเลิกเล่น Instagram สักพัก เพราะชีวิตดีๆ ของคนอื่นทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเอง

อาจหมายถึงการมีจุดยืนที่ชัดเจน (Healthy Boundary) อย่างการรู้จัก ‘ปฏิเสธ’ เวลามีคนชวนไปไหนแต่เราไม่อยากไป หรือการตัดคนแย่ๆ ออกไปจากชีวิต

หรืออาจหมายถึงการเลิกพูดกับตัวเองในแง่ร้าย เช่น เปลี่ยนจากคำว่า ‘ฉันไม่เก่งอะไรสักอย่าง’ เป็น ‘ฉันยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เรียนรู้’

ความรักที่เรามอบให้ตัวเองมีหลายรูปแบบ อย่างเช่น การไม่ปล่อยให้คนอื่นเอาเปรียบ การให้อภัยตัวเองเวลาทำพลาด และการยอมรับว่าเราไม่สมบูรณ์แบบ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับว่าเราจะกำหนดมันอย่างไร

คำถามที่ตามมาสำหรับหลายๆ คนคือ “รักตัวเองแล้วดีอย่างไร”

ในทางวิทยาศาสตร์ Self-love หรือ Self Compassion มีข้อดีอยู่มากมาย อย่างเช่น

1) ทำให้เราเข้มแข็งขึ้น

หากพูดว่า ‘รักตัวเอง’ หลายคนอาจคิดถึงแต่การสปอยล์ตัวเอง กินอะไรที่อยากกิน ทำอะไรที่อยากทำ ทั้งๆ ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้นเสมอไป การรักตัวเองยังหมายถึงการ “มีวินัย” และไม่ตามใจตัวเอง (Self-indulgent) จนเกินไปอีกด้วย

สมมุติว่าเป็นคนที่ชอบเล่นเกม แต่ก็มีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นนักเขียน บางครั้งเราก็อยากยอมแพ้ต่อความสุขตรงหน้าและนั่งเล่นเกมต่อไป แต่ถ้าเรารักตัวเองมากพอ เราจะบังคับตัวเองให้ฝึกเขียนสัก 2-3 ชั่วโมง เพราะเรารู้ดีว่าความฝันนั้นสำคัญกับเรามากแค่ไหน 

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะต่อสู้กับความต้องการของตัวเอง แต่เพราะ Self-love ที่เรามีให้ตัวเองนั่นแหละได้ทำให้เราเข้มแข็งขึ้นทั้งกายและใจ ซึ่งพลังนี้แหละจะนำไปสู่สิ่งดีๆ ในชีวิตเราวันใดวันหนึ่ง

2) ทำให้เราเรียนรู้ได้ดีกว่า

ในชีวิตของคนเรา ความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเราเอาแต่วิพากษ์วิจารณ์ตัวเองทุกครั้งที่ล้มเหลว ด้วยคำพูดอย่าง ‘ทำไมเราไม่เก่ง’ หรือ ‘ทำไมแค่นี้ถึงทำไม่ได้’ เราคงรู้สึกแย่กับตัวเองมากกว่าเดิม อาจยอมแพ้เและหลีกเลี่ยงการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ

ในทางกลับกัน หากเราใจดีกับตัวเองหน่อย เราจะมองความผิดพลาดเป็น ‘บทเรียน’ และนำไปพัฒนาตัวเองต่อไป

3) ทำให้เราเครียดน้อยลง

การพูดจาเชิงติเตียนตัวเองมีส่วนในการกระตุ้นระบบประสาทซิมพาเทติกให้และปล่อยฮอร์โมนส์แห่งความเครียดออกมา ในขณะเดียวกัน หากเราพูดจากับตัวเองดีๆ หรือกอดตัวเองบ้าง (Self-hugging) การกระทำเช่นนี้จะช่วยให้เราสงบ รู้สึกปลอดภัยและสบายใจขึ้นมาได้

Advertisements

อย่างไรก็ตาม บางคนที่อ่านมาถึงตรงนี้อาจสงสัยว่า Self-love ส่งผลต่อ Productivity และ Personal Growth เท่านั้นหรือ แล้วถ้าเราไม่ได้สนใจอยากจะพัฒนาตนเองล่ะ ที่เป็นอยู่เราก็มีความสุขแล้ว หากเป็นเช่นนั้นความรักต่อตัวเองยังจำเป็นอยู่ไหม

จริงๆ แล้ว การรักตัวเองไม่ได้ช่วยแค่เรื่องพัฒนาตนเอง แต่รวมถึง ‘ความสุขโดยรวม’ ในชีวิตเราด้วย

เราจะพาคุณไปรู้จักกับชีวิตสมมุติๆ ของ ‘เจน’ ที่จะช่วยให้คุณจินตนาการได้ง่ายขึ้นว่า จะเกิดอะไรขึ้นหากเราไม่รักตัวเอง

ในกลุ่มเพื่อน เจนเป็น People Pleaser คอยเอาใจคนอื่นตลอด และพูดว่า ‘ไม่เป็นไร’ บ่อย จนคนไม่ค่อยเกรงใจ แม้จะโดนแซวแรงๆ เธอก็ไม่กล้าโมโห เพราะกลัวโดนมองว่า ‘จริงจัง’ เกินไป

ในด้านความสัมพันธ์ ความสุขของเจนผูกอยู่กับแฟน เธอคาดหวังให้เขาเข้าอกเข้าใจทุกอย่างแบบไม่มีเงื่อนไข และรู้สึกผิดหวังเมื่อเขาทำไม่ได้ (อย่าลืมว่าเขาก็เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง) ทั้งคู่เลยทะเลาะกันเป็นประจำ

เจนจับได้ว่าแฟนโกหกอยู่บ่อยๆ เธอไม่โอเคที่เขาทำเช่นนั้น แต่เธอก็ไม่กล้าเดินออกมาเพราะจินตนาการโลกที่ไม่มีเขาไม่ออก

ทีนี้เรามาดูกันว่า หากเราเปลี่ยนให้เจนรักตัวเองล่ะ ผลลัพธ์จะเปลี่ยนไปอย่างไร

เจนเลิกตามใจผู้อื่นจนลืมนึกถึงความรู้สึกตัวเองและกล้าที่จะบอกเพื่อนตรงๆ ว่า ‘ไม่โอเค’ เวลาถูกทำอะไรแย่ๆ ผลที่ตามมาคือเธอมีความสุขมากขึ้น เพราะเพื่อนหลายคนเข้าใจและคำนึกถึงความรู้สึกเธอมากขึ้น

แน่นอนว่าไม่ใช่เพื่อนทุกคนที่จะเข้าใจ บางคนถามกลับว่า “แซวแค่นี้ไม่ได้เลยหรือไง”

เจนจึงเลือกถอยห่างออกมาจากคนเหล่านั้นเพื่อความสบายใจ

เธอรู้ดีว่าบางความสัมพันธ์ก็ไม่ได้มีค่าให้เราต้องอดทนถึงขนาดนั้น

ส่วนในด้านความรัก เจนเลิกผูกความสุขของเธอไว้กับแฟน วันไหนที่เขาไม่ว่างเธอก็หาความสุขให้ตัวเองได้โดยการทำกิจกรรมที่ชอบ ทั้งคู่ทะเลาะกันน้อยลงอีกด้วยเพราะเจนไม่ได้คาดหวังให้เขาเข้าใจทุกอย่าง จึงไม่ค่อยผิดหวังเท่าไร 

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมโกหกของเขาไม่หายไปไหน เธอจึงเลือกยุติความสัมพันธ์เพราะเธอสมควรได้เจอคนที่ซื่อสัตย์กับเธอ

แน่นอนว่า เจนเสียใจมากแต่ก็ไม่ได้ถึงกับสูญสลาย เพราะเธอรู้ดีว่าสุดท้ายยังเหลือคนคนหนึ่งที่รักเธอเสมอ ซึ่งก็คือตัวเธอเอง

พอจะนึกภาพออกกันแล้วใช่ไหม ว่าความรักที่เรามีต่อตัวเองเป็นพื้นฐานของความสุขโดยรวมในชีวิตได้อย่างไร

ถ้าหากเราอยากรักตัวเองให้มากขึ้นต้องทำอย่างไร

John C. Maxwell ได้พูดไว้ในหนังสือ The 15 Invaluable Laws of Growth ว่า 

“…ร่างกายของเราเติบโตโดยอัตโนมัติ เมื่อเวลาผ่านไป เราสูงขึ้น แข็งแรงขึ้น ทำอะไรได้หลายอย่างและรับมือกับความท้าทายได้หลายรูปแบบ ผมคิดว่าหลายคนเข้าใจอยู่ลึกๆ ว่าพอด้านร่างกายเติบโตแล้ว ด้านจิตใจ จิตวิญญาณ อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดจักเติบโตตามเช่นกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่แบบนั้น  สิ่งเหล่านี้เราต้องตั้งใจพัฒนาด้วยตนเอง”

เช่นเดียวกับทักษะด้านอื่นๆ ในชีวิต รักที่มอบให้ตัวเองก็เป็นรักที่ต้อง ‘ฝึกฝน’ เพราะในหลายๆ ครั้ง เราอาจต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน อย่างการตัดความสัมพันธ์เป็นพิษ (Toxic Relationship) ออกจากชีวิต การเรียนรู้ที่จะปฏิเสธ หรือการเรียนรู้ที่จะมีความสุขด้วยตัวเองในวันที่ไม่มีใคร

รักตัวเองเป็นทักษะที่ยาก แต่คุ้มค่าแก่การฝึกฝนอย่างแท้จริง


เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

– มีความสุขกับชีวิตได้ในทุกๆ วัน เพียงยอมรับ ‘ความจริง 10 ข้อ’ นี้ >> https://missiontothemoon.co/inspiration-happiness-10-truths/

– มาเรียนรู้วิธีปรับความคิดให้ใช้ชีวิตแบบ ‘ไม่เกลียดตัวเอง’ กันเถอะ >> https://missiontothemoon.co/inspiration-selfimprovement-self-hatred/

อ้างอิง

https://bit.ly/3jnFzM0

https://bit.ly/3rWhGiw

https://bit.ly/3Cq3Gmf

#missiontothemoon

#missiontothemoonpodcast

#inspirational

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Poor Boy’s Riverside มีดกรีดหัวใจ ตัวฉันกำลังจะตาย

เมื่อบ้านไม่ใช่ “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น เด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก จึงต้องหันไปพึ่งพิง “เพื่อนรัก” ในคราบปีศาจ ที่พร้อมจะบดขยี้ชีวิตได้ทุกเมื่อ

ผู้นำก็ต้องปรับตัว! ถอดบทเรียน “การลาออกครั้งใหญ่” (The Great Resignation) เป็นหัวหน้าอย่างไรไม่ให้ลูกน้องลาออก?

ปัญหาที่หลายคนต้องพบเจอหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา ไปจนถึงสไตล์การทำงาน รูปแบบงาน และสายงานที่ทำอยู่ ทำให้หลายๆ คนกลับมานั่งแล้วไตร่ตรองว่า พวกเขามีความสุขกับงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ไหม ถ้าไม่ แล้วมันคุ้มค่าที่จะทนอยู่ในงานนี้ต่อไปไหม หรือเกิดความรู้สึกอยากทำงานกับบริษัทที่ไม่กำหนดเวลาเข้างาน รู้สึกหมดไฟทำงาน หรือไม่ชอบการปฏิบัติตนของหัวหน้า ฯลฯจากเหตุผลดังกล่าว จึงเกิดการลาออกของพนักงานเป็นจำนวนมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ จนเกิดกระแส “The Great Resignation” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชาวสหรัฐฯ พากันลาออกจากงานมากกว่า 4 ล้านคนในเดือนเมษายนปี...

อาจถึงกับต้องหยุดบิน?! สายการบินสหรัฐฯ พบสัญญาณ 5G เข้าไปรบกวนการทำงานของเครื่องบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหล่า CEO ของสายการบินชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง American Airlines, Delta Air Lines, United Airlines, Alaska Airlines และสายการบินอื่นๆ อีกมากมาย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลด้านการบินหลายหน่วยงานเพื่อ แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งเสาปล่อยสัญญาณ 5G
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน

Related Articles

Poor Boy’s Riverside มีดกรีดหัวใจ ตัวฉันกำลังจะตาย

เมื่อบ้านไม่ใช่ “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น เด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก จึงต้องหันไปพึ่งพิง “เพื่อนรัก” ในคราบปีศาจ ที่พร้อมจะบดขยี้ชีวิตได้ทุกเมื่อ

ผู้นำก็ต้องปรับตัว! ถอดบทเรียน “การลาออกครั้งใหญ่” (The Great Resignation) เป็นหัวหน้าอย่างไรไม่ให้ลูกน้องลาออก?

ปัญหาที่หลายคนต้องพบเจอหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา ไปจนถึงสไตล์การทำงาน รูปแบบงาน และสายงานที่ทำอยู่ ทำให้หลายๆ คนกลับมานั่งแล้วไตร่ตรองว่า พวกเขามีความสุขกับงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ไหม ถ้าไม่ แล้วมันคุ้มค่าที่จะทนอยู่ในงานนี้ต่อไปไหม หรือเกิดความรู้สึกอยากทำงานกับบริษัทที่ไม่กำหนดเวลาเข้างาน รู้สึกหมดไฟทำงาน หรือไม่ชอบการปฏิบัติตนของหัวหน้า ฯลฯจากเหตุผลดังกล่าว จึงเกิดการลาออกของพนักงานเป็นจำนวนมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ จนเกิดกระแส “The Great Resignation” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชาวสหรัฐฯ พากันลาออกจากงานมากกว่า 4 ล้านคนในเดือนเมษายนปี...

อาจถึงกับต้องหยุดบิน?! สายการบินสหรัฐฯ พบสัญญาณ 5G เข้าไปรบกวนการทำงานของเครื่องบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหล่า CEO ของสายการบินชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง American Airlines, Delta Air Lines, United Airlines, Alaska Airlines และสายการบินอื่นๆ อีกมากมาย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลด้านการบินหลายหน่วยงานเพื่อ แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งเสาปล่อยสัญญาณ 5G

ฝึกสมองให้สร้างสรรค์กว่าใคร! สรุปบทเรียนจากหนังสือ “Creative Acts For Curious People”

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ความขาดแคลน โลกร้อน ความขัดแย้งทางการเมือง ไปจนถึงโรคระบาด แม้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังช้ากว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปัญหาอยู่ดี

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า