INSPIRATIONเพราะการเห็นคุณค่าตัวเองสำคัญกว่าสิ่งใด ความสำเร็จจะเล็กจะใหญ่ก็หัด “ชมตัวเอง” ไว้ก่อน

เพราะการเห็นคุณค่าตัวเองสำคัญกว่าสิ่งใด ความสำเร็จจะเล็กจะใหญ่ก็หัด “ชมตัวเอง” ไว้ก่อน

“คำชม” แม้จะเป็นสิ่งที่เราดีใจทุกครั้งที่ได้ยินและลึกๆ ก็แอบอยากได้ยินบ่อยๆ แต่ทุกครั้งที่มีคนชมเรามักจะรู้สึกเคอะเขินจนทำตัวไม่ถูก ได้แต่บอกปัดๆ ไปว่า ‘ไม่ขนาดนั้นหรอก’ อะไรทำนองนี้

ไม่รู้ว่าเพราะวัฒนธรรมปลูกฝังมาให้เราอ่อนน้อมถ่อมตน หากใครชมแล้วยืดอกรับเต็มที่อาจดูมั่นอกมั่นใจเกินไปจนโดนหมั่นไส้ เราถูกสอนให้ก้มหัวต่ำ ไม่ทำตัวโดดเด่นจนเกินไปตั้งแต่ไหนแต่ไร

แม้กระทั่งความสำเร็จของเราเอง เรายังไม่มีโอกาสได้ดื่มด่ำมันอย่างเต็มที่

Advertisements

ทั้งๆ ที่จริงแล้วการ “ชมตัวเอง” มีประโยชน์มากมายกว่าที่เราคิด ทั้งในด้านความสุขส่วนตัวและโอกาสก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เรามาเรียนรู้ประโยชน์และวิธีรับคำชมในบทความนี้กันดีกว่า

เพราะอะไรเราถึงชอบปฏิเสธคำชม

หากใครสักคนชมเรา แล้วเรายืดอกรับอย่างมั่นใจว่า “แน่นอน” เรามักจะกลัวอยู่ลึกๆ ว่าคนอื่นจะไม่ชอบเราอยู่ในใจ แต่ที่หนักกว่าคือ เรามักจะไม่เชื่อในคำชมนั้นๆ เพราะตัวเราเองก็ยังสงสัยตัวเองอยู่เลยว่าเราไม่ได้เก่งขนาดนั้นเสียหน่อย ในขณะเดียวกัน หากมีคนพูดถึงเราในแง่ลบ เรามีแนวโน้มว่าจะเชื่ออย่างสุดใจว่าเราเป็นแบบนั้นจริงๆ โดยไม่เคลือบแคลงใจสักนิด

ทำไมมนุษย์เราจึงปักใจเชื่อความคิดแง่ลบง่ายกว่าความคิดแง่บวก

และทำไมเราถึงยึดติดกับ ‘ความผิดพลาด’ มากกว่า ‘ความสำเร็จ’

“เพราะในสมัยบรรพบุรุษของเรา คนที่ขี้กังวลไว้ก่อนมักจะมีโอกาสเอาตัวรอดจากภัยอันตรายได้มากกว่า สมองของเราเลยถูกวิวัฒนาการมาเพื่อมองหาข้อผิดพลาดนั่นเอง” ด็อกเตอร์คริสติน เนฟ รองศาสตราจารย์ภาคจิตวิทยาการศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส กล่าว

ประกอบกับค่านิยมเรื่องการถ่อมตัวอีก การบอกปัดคำชมจึงกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมเรา โดยเฉพาะสังคมการทำงาน แน่นอนว่าหลายๆ คนก็เคยทำ แต่ถ้าหากเรารู้ถึงประโยชน์ของมัน ครั้งต่อไปเราอาจจะยิ้มรับด้วยความยินดีก็ได้นะ

เพราะคำชมให้มากกว่าความรู้สึกดีๆ

การชมตัวเองอาจทำให้เราเขินอยู่บ้าง แต่ถ้าเราก้าวข้ามผ่านความเขินไปได้อาจพบประโยชน์มากมาย

1. จูงใจในการทำบางสิ่งให้ดีขึ้น

งานวิจัยพบว่าคำชมที่จริงใจ ไม่ว่าจะมาจากคนอื่นหรือตัวเราเอง ช่วยเพิ่มแรงจูงใจได้อย่างมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น พอเราเชื่อมโยงความรู้สึกด้านบวกที่ได้จากคำชมนี้กับความสำเร็จของเรา เราจะยิ่งเต็มที่กับสิ่งที่ทำมากขึ้น

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำ การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ หรือการพัฒนาตนเอง เราจะทำผลงานออกมาได้ดี เรียนรู้เร็ว และจดจำทักษะใหม่ๆ ได้ดีขึ้นด้วย

2. ดีต่อองค์กร

หลายบริษัทมักใช้คำชมช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของพนักงาน เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีขึ้นและรายได้ที่ดีขึ้นตามมา 

3. ลดความเครียด

ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวอีกว่าการฉลองกับความสำเร็จของเราช่วยลดความเครียดและส่งเสริมให้เราทำพฤติกรรมดีๆ นั้นต่อไปอีก

4. รู้จักข้อดีของตัวเอง

หากมีคนถามว่าเราเก่งอะไร เรามักจะหยุดคิดอยู่สักพักใหญ่เลย หนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เรารับรู้ถึงความสามารถของตนเองได้ดียิ่งขึ้นคือ การรับฟังคำชม เพราะคำชมนั้นแหละเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดีเกี่ยวกับตัวเราจากสายตาคนนอก และเป็นข้อมูลที่เรามักจะมองข้าม

Advertisements

การตระหนักถึงข้อดียังมีส่วนช่วยในสถานการณ์สำคัญๆ ที่ต้องอาศัยความมั่นใจและความภูมิใจในคุณค่าของตนเอง เช่น การตอบคำถามในการสัมภาษณ์งาน หรือ การต่อรองเงินเดือน

5. รับมือกับคำพูดด้านลบได้ดี

เมื่อมนุษย์เราเจอคำวิจารณ์ มีโอกาสสูงที่เราจะสูญเสียความมั่นใจ แต่การที่เราชมตัวเองหรือน้อมรับคำชมบ่อยๆ นั้น ช่วยให้เราตระหนักรู้ถึงความสามารถ ข้อดีและความสำเร็จของตัวเองที่ผ่านมา เราจึงตั้งหลักและเดินหน้าทำงานต่อได้รวดเร็วกว่า

ฝึกรับคำชมและชมตัวเองอย่างไรได้บ้าง

หากเราไม่อยากดูหลงตัวเองหรือดูถ่อมตัวจนเกินไป การตอบรับสั้นๆ ด้วยคำขอบคุณ และตามด้วยถ้อยคำแสดงความจริงใจ เช่น ‘ดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น’ ก็เป็นการตอบรับที่ดี เราอาจจะตามด้วยคำถามเพิ่มเติม (Follow-up Question) อย่างการถามว่า คนชมชอบตรงไหนถึงชม? มีคำแนะนำเพิ่มเติม? หรืออะไรที่ทำให้คนชมคิดเช่นนั้น? การถามต่อนี้แหละเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีในการแสดงออกว่าเรายินดีกับคำชมนั้นจริงๆ

อย่างไรก็ตาม เราจะหวังพึ่งให้ผู้อื่นเห็นคุณค่าตลอดไม่ได้ เพราะในโลกความเป็นจริง ทุกความพยายามของเราไม่ได้มีคนมองเห็นเสมอไป

การศึกษาหนึ่งพบว่าพนักงานผู้หญิง (โดยเฉพาะผู้หญิงผิวสี) มักจะไม่ได้รับความชื่นชมเท่าที่ควร และมักจะถูกมอบหมายงานที่จริงๆ แล้วสำคัญแต่ถูกมองว่าไม่มีค่าให้ ผลที่ตามมาคือคนเหล่านี้มักถูกมองข้ามในการประเมินเลื่อนขั้น

จริงอยู่ ไม่ใช่ทุกคนที่สมควรจะได้คำชมจะถูกชม แต่เราสามารถแสดงความยินดีต่อความสำเร็จได้ด้วยการ “ชมตัวเอง”  โดยไม่ต้องรอคนอื่น เพราะเรารู้ตัวเองดีว่าเราพยายามมากแค่ไหน

ด็อกเตอร์เทเรซา อะมาไบล์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า “แม้จะไม่มีคนมองเห็น มนุษย์เราก็มักจะรู้สึกดีอยู่แล้วเมื่องานที่ทำมีความก้าวหน้า หากสิ่งนั้นเองมีความหมายต่อพวกเขา” และแม้จะเป็นเพียงความคืบหน้าเล็กๆ แต่ถ้าเรามองเห็นคุณค่าล้วนทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ทั้งนั้น

และจะรู้สึกดีขึ้นได้กว่าเดิมหากเราหัดชมตัวเองเสียบ้าง!

mm2021

นักวิจัยพบว่าการชมตัวเองนั้นช่วยให้เรารู้สึกดีไม่ต่างกับการที่คนอื่นชมเลย (และแน่นอนว่าได้ประโยชน์ที่กล่าวไปข้างต้นทั้งหมดด้วย) ถึงกระนั้น บางคนยังเขินกับการชมตัวเองออกมาตรงๆ อีกวิธีที่ช่วยได้ที่เราอยากแนะนำคือการจดบันทึกสิ่งที่ทำสำเร็จ

การจดบันทึกสิ่งที่เราทำสำเร็จในแต่ละวันหรือความคืบหน้าเล็กๆ ที่เราเรียกกันว่า​ “Small Wins” ก็ช่วยให้เรารู้สึกมีแรงใจขึ้นมาได้ ลักษณะของการบันทึกจะคล้ายกับการเขียน To-do list แต่ไม่ได้เขียน “สิ่งที่ต้องทำ” แต่เป็นการเขียน “สิ่งที่ทำสำเร็จแล้ว” เสียมากกว่า ทำงานเหนื่อยๆ คงไม่มีใครอยากเห็นกองงานที่เหลือหรอกจริงไหม ใครๆ ก็อยากหันไปมองกองงานที่ทำเสร็จแล้ว

ที่สำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานชิ้นใหญ่ๆ ที่ทำเสร็จ แค่ขั้นตอน หรือ สิ่งเล็กๆ ที่ทำสำเร็จในวันนั้นก็พอแล้ว แม้ความสำเร็จเล็กๆ จะดูไม่สำคัญแต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จใหญ่ๆ แถมยังช่วยเสริมสร้างความรู้สึกดีๆ แรงบันดาลใจและให้เรารู้สึกถึงการพัฒนาอีกด้วย

นักวิจัยพบว่าหากเราเจออุปสรรคหรือข้อผิดพลาด สิ่งเหล่านี้สามารถส่งผลลบต่อเราได้ถึง 3-4 เท่า เห็นกันแล้วใช่ไหมว่ามนุษย์เราสงสัยในความสามารถของตัวเองกันเก่งเหลือเกิน  ดังนั้นการคอยให้กำลังใจตัวเองหรือจดบันทึกชื่นชมความสำเร็จไว้ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะมันไม่เพียงช่วยให้เรารู้สึกดีและมีกำลังใจมากขึ้น แต่ยังช่วยให้เราตระหนักถึงความสามารถของตัวเองอีกด้วย

ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะทำอะไรเล็กน้อยสำเร็จ ก็อย่าลืมชมตัวเองกันนะว่า “เรานี่มันเก่งจริงๆ” นะ 

อ้างอิง
https://nyti.ms/3lVMu1M

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#inspiration

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน