INSPIRATION6 เรื่องเกี่ยวกับชีวิตที่ “น่าจะรู้แบบนี้ตั้งนานแล้ว”

6 เรื่องเกี่ยวกับชีวิตที่ “น่าจะรู้แบบนี้ตั้งนานแล้ว”

เชื่อว่าในชีวิตนี้ เราทุกคนคงเคยผ่านช่วงเวลาที่ต้องพูดว่า ‘ถ้ารู้อย่างนี้…’ เช่น

‘ถ้ารู้อย่างนี้ น่าจะเลือกทำงานที่อื่น’

‘ถ้ารู้อย่างนี้ ไม่น่าเป็นเพื่อนด้วยแต่แรก’

Advertisements

‘ถ้ารู้อย่างนี้ น่าจะทำให้ดีกว่านี้’

แน่นอน ถ้ารู้ล่วงหน้า ทุกคนก็คงเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง อย่างไรก็ตาม ความผิดพลาดและความเสียดายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งเหล่านี้นี่เองเป็น ‘บทเรียนสำคัญ’ ในชีวิต คอยสอนให้การตัดสินใจของเราครั้งต่อๆ ไปดีกว่าเดิม

ถึงกระนั้นเราไม่จำเป็นต้องลองทำเองเพื่อเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองเสมอไป บางครั้งเราเรียนรู้จาก ‘ความผิดพลาดของคนอื่น’ ได้เช่นกัน!

แอนโธนี เจ หยาง ผู้เขียนบทความ 6 Exceptional Tips For a Great Life I Wish I Knew Earlier ได้แบ่งปัน 6 แนวคิดในการใช้ชีวิตให้ดีแบบไม่ต้องเสียใจทีหลัง ด้วยความหวังว่าบทเรียนที่เขาเรียนรู้เอง เสียดายเอง และเจ็บเองนี้ จะช่วยให้คนอื่นไม่ต้องมาเป็นแบบเขา

มาดูกันดีกว่าว่า 6 ข้อที่ว่ามีอะไรบ้าง

1) โฟกัสที่ ‘ไลฟ์สไตล์ในฝัน’ ไม่ใช่ ‘งานในฝัน’

เพราะเชื่อว่าความสำเร็จในด้านการงานจะนำมาสู่ความสุขและความสำเร็จด้านอื่นๆ ในชีวิต หลายคนเลยมุ่งมั่นกับการได้ทำงานในฝันจนยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา บ่อยครั้งพวกเขาต้องลด ‘เวลาใช้ชีวิต’ ให้เหลือเพียงนิดเดียวเพื่อที่จะได้เติบโตในหน้าที่การงาน ด้วยเหตุนี้เอง หลายต่อหลายคนจึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘Work-life Balance’ และลงเอยด้วยการไม่มีความสุข

จริงๆ แล้วบางคนที่มีตำแหน่งสูงๆ และเงินเดือนก้อนโตนั้นไม่ได้มีความสุขเลย นั่นเป็นเพราะพวกเขาคิดว่าชีวิตจะมีความสุข เข้าร่องเข้ารอย หากเรื่องงานประสบความสำเร็จเสียก่อน

แต่ชีวิตคนเราไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

แกรี เคลเลอร์ ผู้บริหารและนักเขียนชื่อดังกล่าวไว้ว่า คนเราก็เหมือนกับนักเล่นกลที่พยายามโยนรับ-ส่ง บอล 4 ลูกขึ้นไปในอากาศโดยไม่ให้ตกลงมา แต่ชีวิตด้านการงานนั้นเหมือน “บอลพลาสติก” หากตกลงมา มันก็จะเด้งกลับขึ้นไปได้ แต่ด้านครอบครัว สุขภาพ และสังคมนั้นเป็น “บอลแก้ว” หากตกลงพื้นแล้ว อาจเป็นรอย ร้าว บิ่น หรือไม่ก็แตกไปเลย

หากการโฟกัสที่เรื่องงานไม่ได้การันตีชีวิตที่มีความสุข แล้วเราควรโฟกัสอะไรแทน? สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำคือ “ไลฟ์สไตล์ในฝัน” 

ลองเขียนบรรยายชีวิตที่ต้องการลงในกระดาษดู พร้อมกับไตร่ตรองดูว่าชีวิตในฝันนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่ชีวิตที่คนรอบข้างหรือสังคมมองว่าดีใช่ไหม หากตัดสินได้แล้ว ให้ลองมองหาวิธีการว่าเราจะมีชีวิตแบบนั้นได้อย่างไร และงานแบบไหนที่จะนำไปสู่จุดหมายนั้น

สมมุติว่า เราต้องการมีชีวิตที่ได้ทำงานเพียง 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เราก็ค่อยย้อนสเต็ปดูว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมีชีวิตเช่นนั้นให้เร็วที่สุด บางครั้งนั่นอาจหมายถึงการเริ่มต้นด้วยการทำงาน 50 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เสียก่อน แม้จะต้องเหนื่อยหน่อยในช่วงแรก แต่ถ้าหากเรารู้เป้าหมายของเราแล้ว เราจะไม่หลงทำงานเยอะไปเรื่อยๆ จนมีเงินเยอะแต่ไม่มีชีวิตแน่นอน

2) หยุดพิสูจน์ตัวเองกับคนอื่น

เคยถามตัวเองไหมว่าเป้าหมายของเราคือสิ่งที่เราต้องการจริงหรือเปล่า

หลายครั้งเป้าหมายของเราก็ไม่ใช่เป้าหมายของเราจริงๆ แต่กลับเป็นสิ่งที่สังคมบอกเราว่าดี เป็นสิ่งที่คนอื่นเค้ามีกัน (เช่นบ้านหลังโต หรือ รถหรู) และเป็นสิ่งที่เราอยากมีไว้เพื่อพิสูจน์กับคนอื่นว่า ‘เราประสบความสำเร็จแล้วนะ’ อย่างไรก็ตาม ความสุขที่ได้มานั้นอาจอยู่แค่ชั่วครู่ชั่วคราวและสลายหายไปง่ายๆ เมื่อคนอื่นไม่ได้มองว่ามันมีค่า

การไล่พิสูจน์ตัวเองให้คนอื่นเห็นไปเรื่อยๆ นี้ ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขเลย เพราะเราเอาคุณค่าของตัวเราเองไปผูกไว้กับความคิดเห็นของผู้อื่น เราเอาคำว่า ‘ความสำเร็จ’ ของผู้อื่นหรือสังคมมาตั้งเป็นเป้าหมายของเรา ทั้งๆ ที่จริงแล้ว นิยามของความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจหมายถึงการมีเงินเยอะๆ แต่บางคนอาจหมายถึงการได้มีเวลาพักผ่อนตามที่ต้องการ ก็เป็นได้

หากเราอยากมีชีวิตที่มีความสุขจริงๆ เราต้องยอมทิ้งความรู้สึกอยากพิสูจน์ตัวเอง ไม่เช่นนั้นเราคงจะไม่เป็นอิสระเสียที เราจะไม่มีวันได้สร้างชีวิตที่ต้องการที่แท้จริง หากต้องวิ่งไล่ตามกฎของคนอื่น และสุดท้ายแม้จะประสบความสำเร็จแค่ไหน เราก็ไม่เคยรู้สึกเติมเต็มเสียที

เพราะท้ายที่สุดแล้วนั่นคือความต้องการของคนอื่น ไม่ใช่ของเรา

3) อย่ามองแต่ ‘ราคา’ ให้มองที่ ‘คุณค่า’

เรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญ หลายคนจึงเลือกเฉพาะของที่ถูกที่สุดเพื่อประหยัดเงินในกระเป๋ามากที่สุด แต่รู้หรือไม่ว่าการโฟกัสแค่เรื่องราคานั้นอาจทำให้เรามองข้ามสิ่งที่ดี มีคุณค่า และคุ้มค่าสำหรับเราไป

เพราะเรามองที่ ‘ป้ายราคา’  ไม่ได้มองที่ ‘คุณค่า’ ของสินค้า

Advertisements

บางครั้งการจ่ายมากกว่า 100 บาทหรือ 1,000 บาท อาจให้คุณค่ามากกว่าของที่ถูกที่สุดถึง 10 เท่า เพราะของสิ่งนั้นอาจมีค่าต่อเรามากกว่า อำนวยความสะดวกต่อเรามากกว่า ประหยัดเวลามากกว่า หรือทนทานมากกว่า

ยกตัวอย่างผู้เขียนเอง เมื่อ 7 ปีที่แล้วเขายอมซื้อคอมพิวเตอร์แพงๆ เพราะเขารู้ว่าเขาจำเป็นต้องใช้สิ่งนี้ทุกวัน เพื่องาน เพื่อการศึกษา เพื่อความบันเทิงอื่นๆ แม้ราคาจะแพง แต่เมื่อมองที่คุณค่า เรียกได้ว่ามันคุ้มสุดๆ

เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะ 7 ปีต่อมาเค้าก็ยังใช้คอมพ์เครื่องเดิมทำงานอยู่ หากเขามัวแต่มองที่ราคา เขาคงเลือกอะไรที่ถูกที่สุดและสิ่งนั้นอาจพังภายในปี 1-2 ปี

นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น แนวคิดนี้ไม่ได้ใช้กับสิ่งของอย่างเดียว แต่อาจหมายถึงการลงทุนเรียนคอร์สต่างๆ การไปเที่ยวทริปในฝัน จริงอยู่ที่ความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยของแต่ละคนไม่เท่ากันและไม่ใช่ทุกคนจะมีตัวเลือก แต่ถ้าหากเราทำได้ ให้ลองมองของจาก ‘คุณค่า’ ไม่ใช่ ‘ราคา’ และวิธีการคิดนี้เองจะช่วยให้เราตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา ณ ขณะนั้น

4) ตัดสินใจให้เฉียบขาด อย่ามัวแต่ลังเล

‘เลือกไม่ได้’ ในชีวิตนี้ หลายคนเคยรู้สึกแบบนี้เมื่อต้องยืนอยู่บนทางแยกและต้องเลือกระหว่างซ้ายกับขวา แม้จะปรึกษาคนอื่นไปบ้างแล้วหรือถึงขั้นไปดูดวงก็ยังเลือกไม่ได้อยู่ดี นั่นเป็นเพราะจริงๆ แล้วต้นเหตุของความลังเลนี้ไม่ได้เกิดจากการที่เราเลือกไม่ได้จริงๆ แต่เป็นเพราะเรากำลัง ‘โกหกตัวเอง’ อยู่ต่างหาก

ลึกๆ เรารู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งที่เราต้องการมากกว่าคืออะไร แต่ความกลัว ‘ผลที่ตามมา’ จากการตัดสินใจทำให้เราไม่กล้าเลือกเสียที (เช่น การเลือก A หมายถึงเราต้องปฏิเสธ B ไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งทำให้เรารู้สึกเสียดาย หรือแม้ทางเลือก A จะเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ แต่ภาระที่ตามมาจะเยอะกว่าทางเลือก B อยู่มาก เป็นต้น) ด้วยความกลัวนี้เอง หลายคนจึงถ่วงเวลาด้วยการไม่เลือก ลังเล และคิดวนไปวนมาอยู่ซ้ำๆ

การได้มีเวลาหาข้อมูลและไตร่ตรองข้อดี-ข้อเสียนั้นถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเราใช้เวลานานเกินไปในการตัดสินใจจะเป็นการเสียเวลามากกว่า แทนที่เราจะได้ใช้เวลาเหล่านั้นไปกับการลงมือทำจริงๆ เสียที

ด้วยเหตุนี้เองการรู้จักตัดสินใจให้เฉียบขาดคือหนึ่งทักษะที่เราควรฝึกฝน ความเด็ดขาดนี้จะพาเราก้าวเดินต่อไปและช่วยให้เราไม่ต้องเปลืองสมองไปกับการนั่งคิดว่าเลือกทางไหนดี แม้ตัวเลือกของเราจะไม่ได้ดีไปเสียทุกครั้ง แต่เราก็ไม่มีทางรู้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี จนกว่าเราจะเลือกและลงมือทำจริงๆ

5) อย่าหยุดเรียนรู้

เรามีเป้าหมายหลายอย่างในชีวิต ตั้งแต่ด้านการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ไปจนถึงสุขภาพ แต่เมื่อเราทำสำเร็จและได้สิ่งที่ต้องการมาแล้วล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น

หลายๆ คน ‘หยุด’ โดยไม่รู้ตัว จากการต่อสู้ไขว่คว้าราวกับอยู่ในโหมดบุกทำประตูของนักฟุตบอล เราหันมาเล่นเกมรับเพื่อรักษาสิ่งที่มีไว้ให้ได้ก็พอ แน่นอนว่าการ ‘รักษา’ สิ่งที่มีแล้วนั้นเป็นเรื่องสำคัญ แต่ปัญหาของก็คือเราหยุดเรียนรู้

แม็กซ์เวล มอลท์ กล่าวไว้ว่า “ตามหลักแล้ว คนเราก็ทำงานคล้ายกับจักรยาน” จักรยานที่มุ่งหน้าไปสักทางจะนั่งไม่โคลงเคลง เพราะมีแรงปั่นส่งมันไปด้านหน้าอยู่ตลอด อย่างไรก็ตาม เมื่อหยุดปั่นและจักรยานนิ่งเมื่อไหร่ ท้ายที่สุดมันจะสั่นและล้มไปในที่สุด

ตามหาเรื่องใหม่ๆ ให้เรียนรู้ หมั่นเติมเต็มความรู้และทักษะเพื่อให้เราเติบโตต่อไปเรื่อยๆ ทักษะแห่งการเรียนรู้ที่เราได้มานี้เองจะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ไม่หวั่นแม้จะเจอปัญหาบ้าง

6) จำไว้ว่า ‘ความสุข’ ของเรามาจากไหน

หากเราเป็นคนที่มีความสุขทุกครั้งที่ได้เปิดประตูและออกไปผจญภัยในโลกกว้าง อย่าลืมทำสิ่งนั้นบ่อยๆ แม้ระหว่างทางสู่ความสำเร็จเราจะต้องนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมเพื่อทำงานหาเงิน

หากความสุขของเราคือการอ่านหนังสือ หาเวลาอ่านหนังสือที่ตัวเองชอบและอยากอ่านจริงๆ ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือที่คนอื่นอ่านแล้วว่าดี หรือถูกบอกให้อ่าน

มุ่งมั่นในการตัดการเชื่อมต่อจากโลกออนไลน์บ้าง จริงอยู่ เรามีความสุขกับการคุยกับเพื่อนและไถหน้าจอสำรวจโซเชียลมีเดีย แต่นานๆ ครั้ง ลองวางโทรศัพท์ลงและทำกิจกรรมที่เรารู้สึกมีความสุขจริงๆ ดู ใช้เวลากับ ‘โลกจริง’ ให้มากกว่าเดิม เรียนรู้การมีความสุขแบบที่ไม่ต้องหยิบโทรศัพท์

แล้ววันหนึ่งเราจะขอบคุณตัวเองที่ไม่ใช่เวลาทั้งหมดไปกับหน้าจอ

และนี่ก็คือ  6 แนวคิดในการใช้ชีวิตให้ดีแบบไม่ต้องเสียใจทีหลังจากแอนโธนี หยาง  แต่แน่นอน เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าชีวิตเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน จะใช้วิธีเดียวกันในการดำเนินชีวิตเลยคงเป็นไปไม่ได้ แต่เรียนรู้ข้อคิดจากคนอื่นก็ไม่เสียหาย เราไม่จำเป็นต้องทำตามที่ผู้เขียนกล่าวมาเลย แค่รู้ไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งเราอาจมีโอกาสนำไปปรับใช้กับชีวิตของเราเอง

อ้างอิง
https://bit.ly/3yI2glC

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#inspiration

ติดตามข่าวสารอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/category/news/

Advertisements

Lastest

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน

Related Articles

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า