เปิดมุมมองอนาคตและทิศทางของ FinTech

717

ก่อนหน้านี้กระแสการชำระเงินผ่านมือถือ หรือ e-Wallet ก็ค่อยๆ มีความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่การเข้ามาของแพลตฟอร์มเดลิเวอรี อีคอมเมิร์ซ และการที่ร้านค้าร้านอาหารต่างๆ เริ่มมีการวาง QR Code สำหรับชำระเงินไว้ที่หน้าร้าน

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตกว่า 82% มีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนถึง 133% และอัตราการเติบโตด้านชำระเงินผ่านสมาร์ทโฟนเฉลี่ย 116% ต่อปี มีจำนวนบัญชี e-Wallet อยู่ที่ 78 ล้านบัญชี จึงเป็นที่น่าสนใจว่าภาพรวมของตลาด e-Payment (ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์) จะเป็นไปในทิศทางไหน และภายใต้ตัวเลขเหล่านี้เราจะได้เห็นอะไรบ้าง

ในบทความนี้จึงได้สรุปข้อมูลที่น่าสนใจจาก คุณรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล เจดี ฟินเทค โฮลดิ้ง ผู้ให้บริการดอลฟิน แอปพลิเคชัน เกี่ยวกับอนาคตและทิศทางของ FinTech ทั้งในมุมของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ รวมไปถึงความปลอดภัย ประโยชน์ของการใช้แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัล (Digital Payment platform) และแนวคิดสำคัญของดอลฟิน (Dolfin) ที่จะมาตอบโจทย์ชีวิตใหม่ในโลกหลังโควิด

วิวัฒนาการของการชำระเงิน 

ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกว่า ไม่ค่อยอยากจะชำระเงินหรือซื้อสินค้าผ่านมือถือ เพราะกังวลในเรื่องของความปลอดภัย และเรื่องของความสะดวก แต่จริงๆ แล้วการชำระเงินในช่องทางนี้ อาจจะสะดวก และปลอดภัยมากกว่าที่เราคิด 

หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คือ ในอดีตตัวกลางที่ใช้สำหรับการแลกเปลี่ยนสิ่งของก็มีตั้งแต่เหรียญ ธนบัตร บัตรเครดิตและบัตรเดบิต จนมาเป็น e-Wallet ซึ่งในช่วงหลังๆ หลายคนน่าจะเห็นตรงกันว่า การจ่ายบัตรนั้นสะดวกกว่าการมานั่งนับเหรียญ 

และวิกฤต Covid-19 ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่มาสะกิดให้หลายคนเริ่มคิดทบทวนกันอีกครั้งว่า การชำระเงินด้วยเงินสด หรือแม้แต่การใช้เครดิตการ์ดกลายเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกไปแล้ว เพราะต้องมีการสัมผัส สิ่งที่อาจเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงติดเชื้อได้ ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการชำระเงินก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้ง

e-Wallet เป็นได้มากกว่าความสะดวก

การที่ประเทศจีนสามารถทำให้ทุกคนหันมาชำระเงินผ่านมือถือ ใช้ e-Wallet กันได้เกือบทุกคน ก็เพราะว่าภาครัฐ ภาคเอกชน และร้านค้าต่างๆ มีการใช้ QR Payment เป็นส่วนใหญ่ ทำให้คนเริ่มรู้สึกว่า การใช้เงินสดนั้นเป็นภาระ และไม่สะดวก 

และการที่จะทำให้ประชาชนทุกคนหันมาใช้ระบบชำระเงินออนไลน์ได้ ก็ต้องทำให้เห็นว่า คนที่ได้ประโยชน์ที่สุดก็คือคนในสังคมเอง เพราะทุกคนสามารถใช้จ่ายกันได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งความรวดเร็วนี้ ก็จะส่งผลต่อภาพรวมของเศรษฐกิจในทางบวก เพราะการโอนจ่ายจากจุด A ไปยังจุด B ค่อนข้างง่าย อีกทั้งสามารถตรวจสอบทุกการใช้จ่าย และช่วยลดความเสี่ยงเรื่องการสัมผัสได้อีกหลายขั้นตอน

ดอลฟิน แอปพลิเคชั่นน้องใหม่ในเครือเซ็นทรัล

ดอลฟิน แอปพลิเคชั่น (Dolfin Application) เปิดตัวบริการ e-Wallet เป็นบริการแรกเพื่อรองรับความต้องการชำระเงินบนช่องทางดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกัดสำหรับผู้บริโภคและร้านค้า 

ดอลฟินเกิดจากความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างกลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและดิจิ-ไลฟ์สไตล์ของประเทศไทย และเจดีดอทคอม (JD.com) บริษัทอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีนและใหญ่ที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก และเจดี ดิจิทส์ (JD Digits) ผู้นำด้านเทคโนโลยี FinTech ระดับโลกของประเทศจีน 

แนวคิดหลักของดอลฟินคือ การสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิต และชำระเงินรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยให้ทุกการใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘คิดให้ ใช้ฟิน’

และนอกจาก ‘Dolfin E-Payment Platform’ ที่เป็นแพลตฟอร์มสำหรับการชำระเงินบนช่องทางดิจิทัล ดอลฟินก็ได้พัฒนาอีก 3 แพลตฟอร์ม เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทางการเงินของคนไทยในอนาคตอันใกล้ 

1. Digital Lending Platform – บริการสินเชื่อทางเลือกใหม่บนช่องทางดิจิทัล เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อ ได้ทุกที่ ทุกเวลา แบบออนดีมานด์ พร้อมดอกเบี้ยที่คำนวณให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคล

2. Digital Insurance Platform – บริการประกันออนไลน์ โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างมิติใหม่ในการซื้อประกันโดยระบบช่วยคิดและแนะนำรูปแบบที่คุ้มค่าตรงความต้องการ เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว

3. Digital Wealth Management Platform – บริการบริหารสินทรัพย์และการลงทุนเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับคนไทยผ่านเทคโนโลยี AI และ Robo Advisor 

การพัฒนาทั้งหมดนี้ก็เพื่อต้องการทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมต่างๆ นั้นต่ำลง ไม่ว่าจะในแง่ของการกู้เงิน การบริหารจัดการทรัพย์สิน หรือการปกป้องทรัพย์สิน 

ยกตัวอย่างการซื้อประกัน หากในอนาคตมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ความยุติธรรม” หรือ “ความเท่าเทียม” จะทำอย่างไร เช่น คนสองคนซื้อประกันในราคาเดียวกัน แต่ทั้งสองคนมีวิธีการดูแลสุขภาพที่แตกต่างกัน หากเงื่อนไขเป็นเช่นนี้ยังควรจ่ายค่าเบี้ยประกันเท่ากันหรือไม่ ซึ่งถ้าเราสามารถเข้าใจพฤติกรรม และความชื่นชอบของผู้ใช้ผ่านข้อมูลที่มีได้ ก็จะทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น 

ดอลฟิน เจ้าแรกในไทยที่ใช้ระบบรักษาความปลอดภัย e-KYC

แอปพลิเคชันดอลฟินมีระบบ Electronic Know Your Customer หรือ e-KYC  ซึ่งทำให้การใช้ e-Wallet นั้นมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น 

โดยเสริมความมั่นใจด้านความปลอดภัยสูงสุดด้วยเทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (facial recognition) และการอ่านตัวอักษรจากภาพถ่าย (optical character recognition) ที่มีความแม่นยำสูง ซึ่งถูกพัฒนาโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับโลกของ Central JD Fintech สำหรับคนไทยโดยเฉพาะ 

ระบบ e-KYC จะช่วยลดขั้นตอนการลงทะเบียนที่ยุ่งยาก เพียงแค่เราถ่ายเซลฟี่และสแกนบัตรประชาชน จากนั้นระบบก็จะทำการรับรองและยืนยันตัวตนว่า ผู้ที่ต้องการใช้แอปพลิเคชันกับข้อมูลในบัตรประชาชนเป็นบุคคนเดียวกัน ประโยชน์ของระบบการยืนยันตัวตนก็คือ ต่อไปหากคนอื่นต้องการจะเข้าถึงกระเป๋าสตางค์ของเรา ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ก็จะไม่สามารถทำได้แล้ว 

และยังเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงินแต่ละครั้งด้วยเทคโนโลยี Dynamic QR Code ที่ถูกสร้างขึ้นสำหรับแต่ละยอดของการใช้จ่าย ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมภาคธุรกิจ ลดต้นทุนการบริหารจัดการเงินสด 

นวัตกรรมของ Dolfin ที่มาตอบโจทย์ชีวิตแบบนิวนอร์มอล

1. สั่งซื้อออนไลน์ และรับสินค้าได้ทันที: 

จากมาตรการของรัฐที่จำกัดให้แต่ละคนใช้เวลาในห้างได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ดังนั้นดอลฟินจึงนำเสนอบริการ “Order & Collect” คลิกสั่งไว ไม่รอคิว  เพื่อให้คนเลือกสั่งของและจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่น (โดยเฉพาะสินค้าที่เรารู้จักหรือคุ้นเคยเป็นอย่างดี และไม่จำเป็นต้องใช้เวลาเลือกนาน เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง สบู่ ยาสีฟัน หรือการสั่งอาหารแบบ Take Away เป็นต้น) จากนั้นค่อยไปรับของที่หน้าร้าน เพื่อที่คนจะได้มีเวลาเหลือไปทำกิจกรรมอย่างอื่น รวมทั้งการจับจ่ายอื่นๆ ที่ยังคงต้องใช้การสัมผัส เช่น การลองเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง เป็นต้น

โดยสามารถทดลองใช้บริการนี้ได้แล้วที่ Tops 10 สาขานำร่องและร้านอาหารชั้นนำในเครือ CRG กว่า 37 สาขา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.dolfinthailand.com/Tops-voucher/ และ https://www.dolfinthailand.com/orderandcollect/ 

2. ลดทุกการสัมผัสด้วย QR Ordering สั่งอาหารทานในร้าน:  

หนึ่งในสิ่งที่มีการสัมผัสมากที่สุดในร้านอาหารก็คือ เมนูและเงินสด ดังนั้นดอลฟินจึงต้องการผลักดันแนวคิด Zero touch dine in คือให้ทุกการสั่งอาหาร สะดวกและสะอาด ลดการสัมผัส 

ดอลฟินจึงได้พัฒนาฟีเจอร์การสั่งอาหารผ่าน QR Code เพื่อให้ประสบการณ์การรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นไปอย่างไร้กังวล เพราะลูกค้าสามารถเลือกรายการอาหาร สั่งและจ่ายเงินผ่านแอปบนมือถือ ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงสัมผัสกับเงินสดหรือบัตรเครดิต ถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่จะมาตอบโจทย์ชีวิตแบบนิวนอร์มอล โดยผู้ที่สนใจสามารถทดลองสัมผัสประสบการณ์ Zero-Touch Dine In ได้แล้ววันนี้ที่ร้านอาหารชั้นนำในเครือ CRG ในเซ็นทรัลเวิลด์ และ แฟชั่นไอซ์แลนด์  สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ที่ https://www.dolfinthailand.com/ordercontactless/

3. ลดต้นทุนธุรกิจได้ด้วยแอปพลิเคชัน:

หลังจากวิกฤต Covid-19 ทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจร้านอาหาร ผู้ที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค จะต้องมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนครั้งใหญ่ ซึ่งการนำแอปพลิเคชันเข้ามาใช้ในขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การสั่งสินค้า รับ-ส่งออเดอร์ จนกระทั่งเก็บเงิน จะช่วยทำให้ธุรกิจสามารถลดต้นทุนและเวลาในการบริหารจัดการเงินสด ไม่ต้องสำรองเงินสด ไม่ต้องเสียเวลาทอนเงิน ลดการทุจริต ลดการผลิตป้ายออเดอร์ต่างๆ ลดการผลิตเมนูอาหาร และสามารถลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นได้อีกมากมาย ทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Fintech จะเปลี่ยนชีวิตของเราให้ดีขึ้น

ในวันนี้ ทุกๆ ธุรกิจต้องทบทวนสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าด้วย ตัวอย่างเช่น ร้านขายก๋วยเตี๋ยว มีแกนหลักอยู่ที่การ “ขายก๋วยเตี๋ยว” ไม่ได้เน้นเรื่องการบริหารจัดการเรื่องเงินมากเท่าที่ควร แต่ถ้าหากเราหาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย จนทำให้เริ่มบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้น ก็จะส่งผลให้ระบบภายในร้านนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจจะทำให้เรามีโอกาสได้ปรับเปลี่ยนการบริการเรื่องต่างๆ ภายในร้าน ซึ่งเริ่มต้นได้ตั้งแต่เรื่องของช่องทางการจ่ายเงิน เพียงเท่านี้เราก็จะสามารถสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจได้มากขึ้น

บนโลกนี้มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เกิดขึ้นทุกวัน ถ้าเราค่อยๆ ศึกษา ลองเปิดใจทดลองในสิ่งใหม่อาจจะได้เจอกับประตูโอกาสสำคัญ ที่ทำให้ตัวเราและธุรกิจพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นในอนาคตก็ได้