ENTERTAINMENTหลุยส์ เดอ รูจมองต์ (Louis De Rougemont) การผจญภัยของบุรุษจอมลวงโลก

หลุยส์ เดอ รูจมองต์ (Louis De Rougemont) การผจญภัยของบุรุษจอมลวงโลก

ในปี 1898 Louis De Rougemont หรือ หลุยส์ เดอ รูจมองต์ เป็นที่รู้จักกันในฐานะ ‘จอมโกหกของโลก’ กับวีรกรรมการเขียนคอลัมน์ลงในวารสาร Wide World Magazine ที่บอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยของตัวเองที่ไปติดเกาะแห่งหนึ่งเป็นเวลากว่า 30 ปี และอาศัยอยู่กับเผ่ามนุษย์กินคน

ลุยส์ เดอ รูจมองต์ เป็นชาวฝรั่งเศส ได้เขียนเรื่องสั้นของตัวเองลงช่วงคอลัมน์จากทางบ้านของวารสาร Wide World Magazine โดยเราเริ่มเล่าเรื่องการผจญภัยของเขาว่า ตัวเขานั้นกำลังอยู่บนเรือลำหนึ่ง แต่ดันเจอมรสุมหนัก จนถึงขั้นทำให้เรือแตก พร้อมกับทุกคนที่จมลงก้นสมุทร บริเวณนอกฝั่งทวีปออสเตรเลีย แต่ตัวเขารอดมาได้ และถูกคลื่นซัดขึ้นมาบนฝั่งบนเกาะแห่งหนึ่ง

เขาพยายามเดินสำรวจไปทั่ว แต่ก็ยังไม่พบใคร เริ่มฝึกการดำเนินชีพด้วยตัวเอง หาผักผลไม้มากิน หาไม้มาทำเป็นบ้าน ใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียวมา 2 ปี จนกระทั่ง เขาก็ได้ไปพบกับครอบครัวหนึ่งของชนพื้นเมืองหรือที่เราเรียกกันว่าอะบอริจิน (aborigine) พวกนั้นไม่ได้เข้ามาทำร้ายหลุยส์

แต่เขาก็บอกไม่ได้ว่าทำไมครอบครัวของชนเผ่านี้ถึงเดินทางมายังเกาะแห่งนี้ เขาเลยขอติดเรือข้ามไปยังอีกฟากฝั่งที่เป็นเมืองของชนเผ่าอะบอริจิน และเข้าพบปะกับผู้คนที่เขาไม่ได้พบมากกว่า 2 ปี

#การผจญภัยสุดเหลือเชื่อ ของ Louis De Rougemont

เขาปรับตัวอยู่ที่นี่จนได้แต่งงานกับสาวพื้นเมืองชื่อ ยัมบา (Yamba) และได้บรรยายเรื่องราวของการใช้ชีวิตร่วมกับชนเผ่าอะบอริจินลงในวารสาร Wide World Magazine เป็นที่นิยมและผู้คนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ส่วนสาเหตุที่ทำให้เรื่องการเดินทางของหลุยส์ ได้รับความนิยมก็เพราะในตอนนั้น ยังไม่ค่อยมีการเดินทางบุกเบิกไปในพื้นที่ใหม่ๆ บนโลกซักเท่าไหร่ ดังนั้น เวลามีนักผจญภัยที่ไปตะลุยท่องเที่ยวต่างแดนหรือพื้นที่ใหม่ๆ พวกเขาก็จะกลับมาเล่าถึงความสนุก และตื่นเต้นที่ได้พบเจอมา

การเล่าเรื่องของหลุยส์นั้นไม่ได้เล่าแบบเรื่องผิวๆ แต่เขาได้ลงรายละเอียดเรื่องราวของเขาไว้มากมาย  เช่น การละเล่นกีฬาของพวกชนเผ่าชนอะบอริจิน ก็คือการขี่หลังเต่ายักษ์ในทะเลแข่งกัน แถมเขายังบรรยายวิธีควบคุมเต่ายักษ์ด้วย ว่าต้องบังคับอย่างไร เต่าถึงจะไปในทิศที่ต้องการ

มีภาษาถึง 6 ภาษา และมีการส่งจดหมายหากันโดยใช้นกกระสาในการนำพาจดหมายไปหาผู้รับ อาหารการกินของที่นั่นก็อุดมสมบูรณ์มาก ภรรยาเขามักเอารากบัวมาปรุงเป็นอาหาร ส่วนอาหารที่ชนพื้นเมืองเหล่านี้โปรดปรานมากที่สุดก็คือ “ตัวหนอน” 

พอเรื่องราวเหล่านี้ถูกตีพิมพ์ ก็เริ่มมีคนอยากเห็นหน้าตาของคุณ หลุยส์ เดอ รูจมองต์ ผู้อ่านหลายคนส่งจดหมายไปขอให้มีการจัดพบปะกับหลุยส์ตัวจริง เพื่อพวกเขาจะได้ฟังเรื่องราวเหล่านี้จากปากหลุยส์ แต่ตัวหลุยส์มักจะหาข้ออ้างเสมอ เช่นว่ากำลังยุ่งอยู่กับการเรียนรู้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับสังคมปัจจุบันอยู่ ซึ่งก็นับเป็นข้ออ้างที่ฟังขึ้นอยู่

จริงๆ ตอนนั้นคนส่วนใหญ่เชื่อกับเรื่องของหลุยส์ แม้แต่กองบรรณาธิการของวารสาร Wide World Magazine ก็ยังเชื่อในเรื่องของหลุยส์โดยไม่มีความสงสัยใดๆ เลย และถูกตีพิมพ์มาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่กองบรรณาธิการของวารสาร Wide World Magazine ก็ยังเชื่อในเรื่องของหลุยส์โดยไม่มีความสงสัยใดๆ เลย

แต่ยิ่งตีพิมพ์เข้า เนื้อหามันก็เริ่มจะพิศดารและน่าเหลือเชื่อขึ้นเรื่อยๆ เช่น เขาเคยชนะจระเข้ยักษ์ด้วยขวานเพียงเล่มเดียว เอาความรู้ของตัวเองไปสอนชนเผ่าจนถูกยกย่องเป็นพระเจ้า จนกระทั่งมีเรื่องเล่าหนึ่งที่ทำเอาผู้คนเริ่มสะดุดและสงสัยในตัวหลุยส์

คือหลุยส์ได้เล่าว่าเขาได้เห็นฝูงวอมแบตจำนวนนับพันบินว่อนอยู่บนท้องฟ้าในยามพระอาทิตย์ตกดินของทุกวัน จุดที่ทุกคนสงสัยอยู่ตรงนี้ เพราะเจ้าวอมแบต “มันบินไม่ได้” วอมแบตเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อ้วนป้อม มีขนนุ่ม กินพืชเป็นอาหาร และมันไม่มีปีก จุดนี้เองที่คุณหลุยส์พลาดทำคนอื่นๆ สงสัย

ดูเหมือนหลุยส์จะเริ่มจนตรอกจากการถูกสงสัย แต่แทนที่เขาจะออกมาอธิบาย แต่ไม่เลยครับ เขากลับฉีกเรื่องราวของเขาไปอีกทางที่มันน่าตื่นเต้นกว่า นั่นคือการที่เขาออกมาเล่าต่อว่า อันที่จริงเผ่าที่เขาอยู่อาศัยด้วยนั้นเป็นไม่ใช่ชนเผ่าธรรมดา แต่เป็นชนเผ่าของมนุษย์กินคน  

ตอนนี้แทนที่คนจะไปสงสัยเรื่อง wombat กลายเป็นตะลึงงันกับการบอกเล่าถึงความเอร็ดอร่อยกับการกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันแทนเรียกว่าหลุยส์บรรยายโดยละเอียดถึงวิธีการ ขั้นตอน การเอาอวัยวะของมนุษย์มาชำแหละและปรุงรส ละเอียดมากๆ ขนาดว่าผู้อ่านสามารถทำกินเองได้เลยทีเดียว

Louis De Rougemont

#คนลวงโลก

จนในที่สุด หลุยส์ก็ตัดสินใจเปิดเผยตัวตนเป็นครั้งแรก หลุยส์ เดอ รูจมองต์ มีลักษณะเป็นคนดูสูงวัย ราวๆ 60 – 70 ปี พูดจาดี มีความน่าเชื่อถือ การตอบคำถามต่างๆ ของเขาก็ดูเป็นลักษณะของผู้มีภูมิปัญญา และนั่นมันทำให้ผู้คนที่เข้ามาซักถาม เริ่มไม่แน่ใจว่า ตกลง หลุยส์นั้นได้เล่าเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกกันแน่

นอกจากการแถลงโดยคำพูดของหลุยส์แล้ว เขายังได้มีการสาธิตขี่เต่าให้ผู้คนดูอีกด้วยครับ ซึ่งเขาทำมันได้ดีเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดี เมื่อผู้คนได้ลองคิด วิเคราะห์ แยกแยะ ทบทวนถึงข้อเท็จจริงทั้งหลายแล้ว พวกเขาก็ฟันธงได้เลยว่า หลุยส์ เดอ รูจมองต์ คือพวกลวงโลก

หลุยส์ได้ถูกส่งตัวไปตรวจสอบที่  Royal Geographical Society เพื่อถามข้อมูลในเชิงลึกกับเขา ซึ่งก็พบความผิดปกติหลายอย่าง เช่น เมื่อมีการถามว่า เกาะหรือเมืองที่คุณหลงไปตั้งอยู่ที่ไหน เขาไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ เนื่องจากเขาได้ทำสัญญาในข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูลกับองค์กรแห่งหนึ่งไว้ โดยหลุยส์อ้างว่า เขาไปค้นพบทองจำนวนมากที่เมืองที่เขาอยู่ร่วมกับชนเผ่าอะบอริจิน และองค์กรนี้เข้ามาช่วยดูแลเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้มีคนเข้าไปหาผลประโยชน์หรือเอาทองออกมานอกจากนี้ก็มีการขอให้หลุยส์พูดภาษาเผ่าอะบอริจินให้ฟัง แต่หลุยส์ก็ปฏิเสธ

ต่อมามีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งชื่อว่า เดลีย์ โครนิเคิล ก็ได้ออกมาเปิดโปงเรื่องราวทั้งหมด ได้มีการสืบค้นพบประวัติและพบว่า ที่จริงแล้วหลุยส์ไม่ได้เป็นชาวฝรั่งเศสหรือนักผจญภัยแต่อย่างใด แต่เขาเกิดที่สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีชื่อที่แท้จริงว่า อองรี ลุยส์ แกรง (Henri Lovis Grin) เขาเกิดเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 1847

และเริ่มทำงานโดยเป็นคนรับใช้ให้กับนักแสดงคนหนึ่งที่ชื่อว่า แฟนนี เคมเบิล หลังจากนั้นก็มารับใช้ในบ้านของนายธนาคารชื่อ เดอ มีวิลล์ และก็ได้มาเป็นหัวหน้าคนรับใช้ให้กับ เซอร์วิลเลียม โรเบิร์ตสัน แต่อยู่ได้ไม่นานก็ลาออก ชีวิตหลังจากนั้น หลุยส์ได้ลองทำอาชีพหลากหลาย ตั้งแต่เป็นช่างถ่ายรูป เป็นหมอรักษาไข้ ตลอดจนประดิษฐ์คิดค้นสิ่งต่างๆ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง

เขาได้แต่งงานกับหญิงออสเตรเลียคนหนึ่ง แต่สุดท้ายเขาก็ทอดทิ้งเธอไป และหนีมาอยู่ที่ลอนดอน หลุยส์อยู่เพียงลำพังที่ลอนดอนครับ จนอาจจะเกิดจินตนาการต่างๆ และสร้างเรื่องราวพิสดารเหล่านี้ขึ้น อีกทั้ง การส่งเรื่องไปตีพิมพ์ในวารสารแบบนี้ มันทำให้เขาได้รับเงินจากค่าเขียนพอสมควรเลย นั่นทำให้เขายึดอาชีพนี้และทำมันต่อมาจนโป๊ะแตกในที่สุด

หลังจากโดนจับได้ งานเขียนของหลุยส์ก็ถูกปฏิเสธจากสำนักพิมพ์ ทำให้เขาตกงานครับ หลังจากนั้นเขาได้มีออกไปโชว์ตัวในงานแสดงต่างๆ หลายๆ ที่ก็ต้อนรับเขาด้วยเสียงโห่ไล่ เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องราวของเขาก็เงียบลง และสุดท้ายเขาก็เสียชีวิตแบบน่าเศร้าในวันที่ 9 มิถุนายน 1921 ด้วยวัย 73 ปี

เรื่องราวชีวิตของหลุยส์ถูกนำไปแสดงเป็นละครเวทีในชื่อเรื่อง “Shipwrecked! The Amazing Adventures of Louis de Rougemont” ที่ประเทศอังกฤษอีกด้วย

“คดี 18 มงกุฎ” สุดอื้อฉาวแห่งศตวรรษที่ 21 | File Not Found Open Case EP.7

#missiontopluto
#missiontoplutopodcast
#filenotfoundpodcast


ดูเนื้อหาอื่นๆ ของ File Not Found ได้ที่ https://missiontothemoon.co/category/podcast/file-not-found/

POPULAR

Thongtong Mahavichit
Don't try this at home