ENTERTAINMENTชาร์ลี ชายผู้ไร้หน้า ตำนานน่าขนลุกจากเรื่องจริงอันสุดซึ้ง

ชาร์ลี ชายผู้ไร้หน้า ตำนานน่าขนลุกจากเรื่องจริงอันสุดซึ้ง

ในการขับรถตอนกลางคืน เรากลัวว่าจะเจออะไรมากที่สุด? สัตว์ป่าที่ขวางทาง? โจรที่ดักปล้น? หรือผี? แน่นอนว่ามีหลายอย่างที่เรากลัว แต่สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้อาจสยองไม่เท่า “ชายไร้หน้า” ตำนานเมืองของเพนซิลเวเนีย

ณ ทางหลวงหมายเลข 351 รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา มีตำนานเล่าขานกันว่า หากขับรถบนถนนเส้นนี้ในยามวิกาล เราอาจจะเจอคนเดินอยู่ข้างทาง.. แต่คนคนนั้นอาจ “ไม่มีใบหน้า”

ชายคนดังกล่าวมีรูปร่างคล้ายกับชายชรา แต่สิ่งที่ควรจะเป็นใบหน้า กลับไม่มีตา ปาก หรือจมูก เป็นเพียงผิวหนังทับซ้อนกันราวกับน้ำตาเทียนที่ไหลทับถมกันอยู่แทน ที่น่าสยองไปยิ่งกว่านั้น คือ ตัวเขาจะค่อยๆ ส่องแสงเรืองๆ ออกมาเป็นสีเขียว และเมื่อสัมผัสได้ถึงตัวตนของคนที่ขับรถผ่าน เขาจะเริ่มไล่ล่าด้วยความเร็วสูง

ผู้คนที่พบเห็นหรือเคยได้ยินต่างตั้งชื่อให้ชายผู้นี้ (หรือเจ้าสิ่งมีชีวิตนี้) บ้างก็เรียกว่า “กรีนแมน” หรือชายสีเขียว บ้างก็เรียกว่า “ชาร์ลี ชายผู้ไร้หน้า”
เช่นเดียวกับเรื่องราวที่ถูกเล่ากันปากต่อปาก จนมีหลายเวอร์ชัน บ้างก็ว่าที่เขาส่องแสงสีเขียวออกมาได้ เพราะเขาเป็นคนที่โดนกัมมันตรังสีจนร่างกายบิดเบี้ยว และมีอาการบ้าคลั่ง

บ้างก็ว่าเขาเป็นช่างไฟที่เจอกับอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจร จนทำให้ผิวหนังหลอมละลายและเสียชีวิต กลายเป็นสัมภเวสีวนเวียนอยู่ใกล้จุดที่เขาเสียชีวิต
บ้างก็ว่าเขาเป็นนักตกปลาผู้โชคร้ายที่โดนไฟฟ้าผ่าใส่ หรือไม่ก็เป็นภูตผีวิญญาณร้าย ที่ถูกคำสาปพันธนาการให้เร่ร่อนบนถนนเส้นนี้ชั่วกัปชั่วกัลป์ คอยทำร้ายผู้คนเพื่อระบายความแค้น

และสำหรับใครก็ตามที่อยากลองของ ว่ากันว่ามีวิธีที่ทำให้ ชาร์ลี ชายไร้หน้าผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาได้ โดยการขับไปใกล้ๆ อุโมงค์ South Park Township เปิดไฟสูง แล้วตะโกนเรียกหา “กรีนแมน” จากนั้นรถจะดับแบบสตาร์ตอย่างไรก็ไม่ติด เมื่อถึงตอนนี้ เราจะเห็นแสงสีเขียวปรากฏขึ้นตรงหน้า และลอยเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

เท่านี้ก็หมายความว่า ชาร์ลี ชายผู้ไร้หน้า ตอบรับการเรียกของเราแล้ว

และนี่ก็คือเรื่องราวของชาร์ลี ผู้ไร้หน้า ตำนานเมืองสยองขวัญที่คอยหลอกหลอนผู้คนบนถนนหมายเลข 351 นี้ ฟังดูแล้ว หลายคนคงคิดว่านี่เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา แต่จริงๆ ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะเรื่องราวของ “ชายไร้หน้า” นั้นมีเค้าโครงมาจากเรื่องจริง!

เรามาทำความรู้จักกับโศกนาฏกรรมและการต่อสู้ของ “เรย์มอนด์” ชายไร้หน้าตัวจริงกันดีกว่า
เรย์มอนด์ ธีโอดอร์ โรบินสัน เกิดในปี ค.ศ.1910 ณ รัฐเพนซิลเวเนีย ในวัย 8 ขวบนั้น เรย์มอนด์ พยายามจะปีนเสาเพื่อขึ้นไปดูรังนก แต่โชคร้ายที่บริเวณนั้นมีรางรถไฟที่มีรางกระแสไฟฟ้า 1200 และ 22000 โวลต์พาดอยู่

เรย์มอนด์ ตกลงมาโดนรางรถไฟจนบาดเจ็บสาหัส แม้แพทย์จะสามารถยื้อชีวิตเขาให้พ้นจากเงื้อมมือของมัจุราชไว้ได้ แต่สิ่งที่เขาต้องแลก คือ แขนขวาที่ถูกตัดออก กับ ใบหน้าที่หลอมละลายจนเสียตาทั้งสองข้าง จมูก และหูข้างขวา
รูปลักษณ์ที่ดูน่ากลัวและต่างจากคนปกติมากเกินไปทำให้สังคมหลีกเลี่ยงเขา แม้แต่คนในครอบครัวของเรย์มอนด์ ก็ยังเลือกกินข้าวคนละโต๊ะกับเขา

แต่ถึงกระนั้น เรย์มอนด์เองก็ไม่ลดละความพยายามในการใช้ชีวิต เขาเรียนภาษาเบรลล์ ซึ่งเป็นอักขระ สำหรับผู้ที่มองไม่เห็น และเรียนรู้ทักษะทางการช่าง ซึ่งเขาได้นำไปผลิตกระเป๋าตังค์ เข็มขัด และพรมเช็ดเท้า เพื่อหาเลี้ยงชีพ

แม้จะโดดเดี่ยว แต่เขารู้ดีว่าผู้คนชิงชังรูปลักษณ์ภายนอกเขา เขาจึงเลือกที่จะออกจากสังคม มาใช้ชีวิตอย่างสันโดษ และมีเพียงแค่ช่วงกลางคืนเท่านั้นที่เขาจะออกมาเดินเล่นโดยใช้ไม้เท้านำทาง บนถนนหมายเลข 351 ซึ่งใกล้ที่พักของเขา

และเมื่อมีคนไปเห็นเรย์มอนด์ที่เดินอยู่ในเวลากลางคืน ตำนานเมืองดังกล่าวจึงเริ่มต้นขึ้นนั่นเอง
ส่วนเรื่องเล่าของ “แสงสีเขียว” จากใบหน้าของเขา แท้จริงแล้วเกิดขึ้นจากอาการติดเชื้อ ที่ทำให้เนื้อเยื่อในส่วนรูที่เขาใช้หายใจเปลี่ยนสีนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเขาจะกลายเป็นตำนานที่ผู้คนหวาดกลัว และกลายเป็นนิทานสยองก่อนนอนสำหรับเด็ก เขาก็ยังคงยืนหยัดที่จะใช้ชีวิตต่อ หาเลี้ยงชีพในแบบที่เขาทำได้ และหาความสุขให้ตัวเองโดยการฟังวิทยุตามเชียร์ทีมเบสบอลที่ชื่นชอบ

ถ้ามีใครสักคนที่คิดจะมาลองของ เขาก็ยินดีต้อนรับ เพราะจริงๆ แล้วมีผู้คนมากมายที่มาพบเขา เพื่อเอาของอย่างเบียร์หรือบุหรี่มาให้ แลกกับการถ่ายรูปคู่กับตำนานเมืองที่ยังมีชีวิต

เด็กหลายคนที่ได้ฟังเรื่องราวตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อโตเป็นวัยรุ่นและมีความกล้าพอ ก็เริ่มออกตามหาเขา การพบปะกับกลุ่มคนที่อยากลองของกลายเป็นกิจกรรมที่เรย์มอนด์ได้คลายเหงา และได้เชื่อมโยงกับโลกภายนอกที่เขาเคยหลีกหนีออกมา ว่ากันว่าบางคืนมีผู้คนนับร้อย มายังถนนเส้นนี้ เพื่อหวังว่าจะได้พบกับกรีนแมนตัวเป็นๆ

แต่ก็ไม่ใช่ผู้มาเยือนทุกคนที่จะปฏิบัติต่อเขาดี บางคนแกล้งทำเป็นอาสาไปส่ง แต่ก็พาเขาไปในที่ที่ไม่คุ้นเคย หรือบางคนก็ตั้งใจขับรถชนเขาด้วยซ้ำ เรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้น 2-3 ครั้งในช่วงชีวิตของเขา
อย่างไรก็ตาม เรย์มอนด์ก็ไม่ได้คิดจะเก็บตัว เขายังคงเดินเล่นในเวลากลางคืน ยังใช้ชีวิตของเขาตามปกติ และยังเป็นช่างฝีมือ เป็นเพื่อนบ้านที่ดี และเป็นญาติที่ไว้ใจได้

จนถึงช่วงบั้นปลายชีวิตในปี 1985 เรย์มอนด์ในวัย 74 ปีได้เสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักคนชรา ท่ามกลางความรักจากญาติสนิท มิตรสหาย และคนในครอบครัว
เรื่องราวของเรย์มอนด์แสดงให้เห็นว่า คนเรานั้นไม่ได้เป็นเหมือนเรื่องราวที่บอกเล่าเสมอไป เช่นเดียวกับเขาที่ด้านหนึ่งเป็นตำนานน่าสยอง คอยหลอกหลอนผู้คน ส่วนอีกด้านคือชายโชคร้าย ที่ไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา

หลานของเรย์มอนด์กล่าวไว้ว่า “ลุงเรย์มอนด์ไม่เคยพูดถึงโศกนาฏกรรมที่เขาเจอมา หรือไม่เคยมองว่ามันเป็นปัญหาด้วยซ้ำ มันคือความจริงที่เกิดขึ้น ความจริงที่จะกลับไปแก้อะไรก็ไม่ได้ ทำให้ลุงเรย์มอนด์ไม่เคยบ่นเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
และนี่ก็คือเรื่องราวของชาร์ลี ชายผู้ไร้หน้า หรือ เรย์มอนด์ ธีโอดอร์ โรบินสัน ชายผู้เลือกที่จะยืนหยัดและใช้ชีวิตให้ดีที่สุด แม้ว่าโลกใบนี้จะใจร้ายกับเขาก็ตาม

ติดตามฟังเรื่องเล่าเต็มๆ ได้ที่ : https://youtu.be/MsxMw73JgmQ

#missiontoplutopodcast
#timetoplaypodcast

 

Advertisements
Advertisements
Tanyaporn Thasak
Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า