อย่ามองทุกอย่างเป็นของตาย

เดอะฮายไลน์ ที่ นิวยอร์ก | รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • อะแมนด้า เบอร์เดน กล่าวบนเวที TED Talk เกี่ยวกับพื้นที่สาธารณะว่าเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบเมืองชั้นยอด แต่การสร้างพื้นที่สาธารณะให้มากขึ้นนั้นยากมาก เพราะต้องใช้ความร่วมมือของคนในชุมชนเป็นอย่างมาก
  • เมืองใหญ่ที่หนาแน่นต่างๆคนควรเดินทางโดยไม่ใช้รถ เมืองจึงจำเป็นต้องมีระบบขนส่งมวลชนที่ดีขึ้น และรับฟังปัญหาและข้อเสนอจากชุมชนด้วย
  • ตัวเราในฐานะคนในชุมชนสามารถชี้อนาคตให้กับชุมชนของตัวเองได้ โดยการเห็นประโยชน์ และทำให้พื้นที่นั้นกลายมาเป็นพื้นที่ “สาธารณะ” สำหรับทุกคนในเมือง ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า คนเรามักคิดว่าอะไรๆ จะไม่ค่อยเปลี่ยน เพราะเราอยู่ในโลกที่อากาศในวันพรุ่งนี้มีโอกาส 85% ที่จะเหมือนกับอากาศในวันนี้

เป็นข้อสังเกตการณ์ที่น่ารักและแปลกที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาเลยครับ 🙂 

นักวางผังเมือง (City Chief Planner) แห่งมหานครนิวยอร์ก

ข้อสังเกตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผมนึกถึง TED talk อันหนึ่งครับ ซึ่งเป็นของ อะแมนด้า เบอร์เดน (Amanda Burden) ซึ่งเป็นหัวหน้านักวางผังเมือง (City Chief Planner) ของมหานครนิวยอร์ก ภายใต้ยุคของนายกเทศมนตรี ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) ครับ

เธอมีส่วนในการพัฒนาโครงการให้กับเมืองนิวยอร์กหลายโครงการ

แต่ที่เราทุกคนรู้จักกันดีเห็นจะเป็น “เดอะฮายไลน์” (the High Line) สวนลอยฟ้าที่เกิดขึ้นจากรางรถไฟเก่าที่โด่งดังไปทั่วโลกและมีผู้คนหลายล้านคนเดินทางมาที่นี่ทุกปี ที่เธอมีส่วนอย่างมากในการรักษามันไว้จนถึงวันนี้

หรืออย่าง “บรูคลิน วอเตอร์ฟรอนท์” (Brooklyn Waterfront) ที่เปลี่ยนแหล่งเสื่อมโทรมที่ไม่อยากมีใครไปให้กลายเป็นจุดศูนย์รวมชุมชนที่กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่คนในเมืองได้มีที่พักผ่อนจากความวุ่นวายของมหานครที่เป็นที่อยู่ของประชากรเกือบสิบล้านคนแห่งนี้

ในปี 2014 บนเวที TED เธอได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของมหานครนิวยอร์กแห่งนี้ไว้อย่างน่าสนใจมากครับ 

อะแมนด้า เชื่อว่า “พื้นที่สาธารณะ” หรือ “public space” นั้นเป็นกุญแจสำคัญในการออกแบบเมืองชั้นยอด

พื้นที่สาธารณะที่ดีในมุมของ “อะแมนด้า” นั้นเป็นอย่างไร?

เธอบอกว่ามันคือพื้นที่ที่ผู้คนรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ รู้สึกอยากเข้าไป รู้สึกเป็นพื้นที่ที่สามารถอยู่ได้อย่างไม่รู้สึกแปลกแยก และเมื่อมีคนที่รู้สึกแบบนี้เยอะๆ ก็จะยิ่งดึงดูดคนให้เข้ามาในพื้นที่นั้นเยอะขึ้นอีก

คำถามคือทำไมเราถึงไม่มีพื้นที่สาธารณะแบบนี้มากขึ้น ถ้าเรารู้อยู่แล้วว่ามันเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเมืองใหญ่

คำตอบน่าจะอยู่ที่ว่าพื้นที่สาธารณะนั้นได้มายากมาก และการรักษาให้คงอยู่ก็ยากพอกัน ต้องใช้ความพยายามและความร่วมมือร่วมใจกันของคนในชุมชนส่วนมาก

ประชากรนิวยอร์กเพิ่มขึ้น 1 ล้านคน

ก่อนที่จะเล่าเรื่องพื้นที่สาธารณะต่อ เธอขอเล่าย้อนหลังกลับไปหลายปีมาแล้ว ตอนที่นายกเทศมนตรี ไมเคิล บลูมเบิร์ก ให้โจทย์กับเธอในตอนนั้นว่านิวยอร์กจะโตจากเมืองที่มีประชากร 8 ล้านคนเป็น 9 ล้านคน

“แล้วเราจะเอาคนอีกหนึ่งล้านคนไปไว้ที่ไหนดี?”

เป็นคำถามที่น่าคิดมากๆสำหรับเมืองที่จะขยายแนวราบก็ไม่ได้แล้ว นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องรถยนต์อีกนะครับ ถ้าคนเพิ่มรถก็เพิ่ม จะเอารถไปไว้ที่ไหน เพราะนิวยอร์กนั้นรับมือรถยนต์มากกว่านี้ไม่ไหวแล้วจริงๆ

ทางออกก็เหมือนจะมีทางออกเดียว คือถ้าไปแนวราบไม่ได้ ก็ต้องขึ้นแนวสูง แล้วเรื่องรถล่ะ? ต้องคิดไปพร้อมกันเลย คือก็ต้องทำที่พักแนวสูงที่คนสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องใช้รถ ซึ่งนั้นหมายความว่าต้องยกระดับสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด อันได้แก่ระบบขนส่งมวลชนของมหานครนิวยอร์ก

แต่ถ้าจะทำโครงการใหญ่ขนาดนี้ หมายถึงการต้องรีดศักยภาพทุกหยดของระบบขนส่งของนิวยอร์กออกมาใช้ให้ได้

ทำอย่างไรดี ?

คำตอบคือการทำโซนนิ่ง เพราะการทำโซนนิ่งคือเครื่องมือที่นักวางผังเมืองเอาไว้ใช้ในการวางแผนการเจริญเติบโตของเมือง และหากทำอย่างถูกต้องมันจะเป็นเหมือนการต่อจิ๊กซอว์ที่ยากๆ ที่สุดท้ายลงตัวได้ ซึ่งคล้ายกับการวางผังเมืองที่ซับซ้อนอย่างนิวยอร์กเลย โดยการวางผังเมืองที่เน้นที่อยู่อาศัยที่จะใช้การขนส่งสาธารณะ และแบนหรือลดการใช้พื้นที่ของที่อยู่อาศัยที่ต้องใช้รถยนต์ในการเข้าถึง

ความยากของแผนนี้ก็คือคนในชุมชนต้องเห็นด้วย อะแมนด้าบอกว่าวิธีการที่จะทำให้คนในชุมชนเห็นด้วยกับแผนการนี้คือต้อง “รับฟัง”ครับ

และเธอก็เริ่มรับฟัง รับฟังอย่างอย่างจริงจัง เป็นพันๆชั่วโมงที่เธอและทีมงานนั่งฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากชุมชน เธอและทีมงานเดินเท้าไปชุมชนต่างๆทั้งวันที่ฝนตก แดดออก หิมะตก เพื่อเรื่องราวบนท้องถนนจริงๆ โดยใช้เวลาเป็นปีๆ เมื่อเธอใช้เวลาฟังและอยู่ในพื้นที่อย่างจริงจัง ชุมชนก็เริ่มเชื่อใจและมั่นใจ

เมื่อทำแบบนี้ อะแมนด้า จึงเข้าใจ DNA ของชุมขนและรู้จักเรื่องราวของแต่ละถนนว่ามันมีที่มาอย่างไร เธอจึงสามารถทำ “โซนนิ่ง” ที่ไม่ใช่ทำจากการดูแผนที่ แต่ทำจากการเข้าใจจริงว่าแต่ละบล็อคของถนนนั้นมีเรื่องราวยังไง 

ทีละเล็กละน้อย ทีละบล็อคทีละบล็อค อะแมนด้าและทีมงานจึงเริ่มกำหนดลิมิตความสูงของตึกที่สร้างใหม่ในแต่ละโซน ในระยะเวลา 12 ปี ทีมงานของเธอ เปลี่ยนแปลงการโซนนิ่งของชุมชน 124 ชุมชน 12,500 บล็อค ซึ่งคิดเป็น 40% ของมหานครนิวยอร์ก

ผลของการทำแบบนี้ทำให้ 90% ของตึกทั้งหมดที่สร้างใหม่ในนิวยอร์กนั้นสามารถเดินเท้าถึงรถไฟใต้ดินได้ภายใน 10 นาที พูดอีกนัยนึงก็คือ คนที่อยู่อาศัยในตึกที่สร้างใหม่เหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องมีรถยนต์ในการเดินทาง 

สุดยอดมากนะครับ เพราะนี่คือการจัดระเบียบเมืองที่มีอายุสามสี่ร้อยปีแล้วไม่ใช่การสร้างเมืองใหม่ การทำโซนนิ่งกับการทำพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันโดยตรง

ความใฝ่ฝันสูงสุดของอะแมนด้าคือการทำให้เมืองมีพื้นที่สาธารณะเจ๋งๆเพราะ เพราะเธอเชื่อว่าพื้นที่สาธารณะที่ดี จะสร้างเมืองเจ๋งๆ และเมืองแบบนั้นก็เหมือนปาร์ตี้ที่สนุกมากๆ มันทำให้คนอยากอยู่แล้วไม่อยากไปไหน

อะแมนด้ามีตัวอย่างการทำพื้นที่สาธารณะที่ดีมากๆ เช่นโครงการที่เธอร่วมทำที่ย่านริมน้ำใน กรีนพอยท์ (Greenpoint) และวิลเลี่ยมสเบิร์ก (Williamsburg) ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่รกร้างมีแต่ขยะและแน่นอนว่าไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ซึ่งความยาวกว่า 2 ไมล์ เธอและทีมงานต้องใช้เวลาในการระดมสมองออกแบบพื้นที่ทุกตารางจากเดิมที่เป็นพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยขยะให้กลายเป็นสวนริมน้ำที่มีต้นไม้มากมาย และแน่นอนว่ามีที่นั่งเต็มไปหมด

ผลจากการทำงานหนักและละเอียด มันสร้างผลงานที่อัศจรรย์มาก ถ้าคุณลองไปกูเกิ้ลภาพก่อนและหลังของย่านนี้ดู คุณจะตะลึงกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่น่าเชื่อนี้ แน่นอนครับ

เดอะฮายไลน์ (the High Line)

เดอะฮายไลน์ เดิมทีเป็นทางรถไฟยกสูงที่ไม่ได้ใช้แล้ว ที่วิ่งผ่านสามโซนในฝั่งตะวันตกของเกาะแมนฮัตตัน

อะแมนด้าเล่าให้ฟังว่าตอนเห็นเดอะฮายไลน์ครั้งแรก เธอตกหลุมรักมันเหมือนกับเวลาที่เราตกหลุมรักมนุษย์คนนึง 

แม้ว่าแนวคิดในการจะรักษาเดอะฮายไลน์ให้เป็นพื้นที่สาธารณะนั้นมีมาตั้งแต่ปี 1999 แล้ว โดยการเคลื่อนไหวที่ชื่อ เฟรนด์ ออฟ เดอะฮายไลน (friends of the High Line) แต่มันก็ถูกแรงกดดันต่างๆมาตลอด มีความพยายามในการจะทุบ เดอะฮายไลน์ มาตั้งแต่ช่วงปลายๆยุค 1980 แล้ว

หนึ่งในสิ่งที่เธอได้ให้ความสำคัญสูงสุดคือ ภารกิจการปกป้องในสองส่วนแรกของเดอะฮายไลน์ โดยปกป้องการทุบในช่วงที่เธอดำรงตำแหน่งอยู่ เพราะเธอรู้ว่าถ้าเธอไม่ปกป้องมันอย่างแข็งขันมันมีโอกาสสูงที่จะโดนทุบได้

เพราะแม้ว่าตอนนั้น เดอะฮายไลน์จะเป็นที่นิยมในฐานะสวนสาธารณะที่เท่มากๆแห่งหนึ่งของนิวยอร์ก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่อยากให้มันเป็นสวนสาธารณะอยู่แบบนั้น และความเป็นจริงของโลกเราก็คือความสนใจของภาคทุนนิยมจะมีโอกาสหรือแนวโน้มที่จะขัดแย้งกับความสนใจในการใช้พื้นที่สาธารณะได้ตลอด

คุณอาจพูดว่า “มันดีจังเลยนะ ที่มีคนสี่ล้านคนมาที่ เดอะฮายไลน์ ทุกปี” แต่ถ้าคุณเป็นนักพัฒนาที่ดินแล้วละก็ สิ่งที่คุณจะเห็นคือ “ลูกค้า”

การใส่ร้านค้าเข้าไปมันไม่ดีตรงไหนล่ะ?

ตามความคิดของอะแมนด้า การมีร้านค้าจะทำให้พื้นที่นั้นกลายเป็น “ห้าง” ไม่ใช่ “สวนสาธารณะ” บทบาทการรับใช้ผู้คนระหว่าง “ห้าง” กับ “สวนสาธารณะ” นั้นต่างกันมาก 

เมื่อไม่นานมานี้ ส่วนที่สามและส่วนสุดท้ายของ เดอะฮายไลน์ ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยถึงประเด็นเรื่อง “ความสนใจในการพัฒนา” ว่าบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ที่กำลังสร้างโครงการขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่กว่า 17 ล้านตารางฟุตที่ ฮัดสัน ยาร์ดส์ พวกเขามาหาอะแมนด้า เพื่อเสนอว่าควรจะรื้อถอนส่วนที่สามของ เดอะฮายไลน์ เป็นการชั่วคราว (temporarily disassemble) อาจจะเป็นเพราะว่าเดอะฮายไลน์ ไม่ได้อยู่ในจินตนาการของเมืองที่มีตึกระฟ้าที่สวยงามที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่บริเวณนั้น หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่า เดอะฮายไลน์ แค่ไปขวางทางพวกเขาเข้า

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ทีมงานของเธอใช้เวลาทุกวันเป็นเวลาเก้าเดือนอย่างไม่หยุดหย่อนในการเจรจาเพื่อที่จะได้รับการลงนามในสัญญาว่าด้วยการห้ามรื้อถอนทำลายเดอะฮายไลน์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2012 และเป็นเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ส่วนที่สามของเดอะฮายไลน์ อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้

อะแมนด้าย้ำว่าสิ่งที่เธอเล่ามาทำให้เห็นว่า ไม่ว่าพื้นที่สาธารณะนั้นจะเป็นที่รู้จักหรือโด่งดังแค่ไหน แต่ถ้าหากคุณเห็นมันเป็นของตาย มันมีโอกาสที่จะถูกทำให้หายไปเมื่อไรก็ได้

พื้นที่สาธารณะจึงต้องมีคนคอยช่วยกันดูแลเพื่อป้องกันมันจากการโดน รุกล้ำ ละทิ้ง หรือ ปล่อยปละละเลย

เธอบอกว่า ถ้าหากมีบทเรียนสักเรื่องหน่ึงที่เธอได้เรียนรู้จากการเป็นนักวางผังเมืองก็คือ พื้นที่สาธารณะนั้นมี “พลัง” มันไม่ได้เกี่ยวกับเฉพาะจำนวนของคนที่ใช้มัน แต่มันเกี่ยวข้องกับคนที่แม้จะไม่ได้ใช้มันแต่อุ่นใจที่เมืองมีมันอยู่ด้วย พื้นที่สาธารณะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่สร้างให้เมืองเป็นเมืองที่จะน่าอยู่สำหรับทุกคนในเมืองหรือไม่

ไม่ได้มี TED talk เยอะนะครับที่ผู้ฟังลุกขึ้นยืนขึ้นปรบมือหลังจบการพูด นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่ TED talk ที่ได้การปรบมือแสดงความชื่นชมอย่างสูงสุด เพราะว่าสิ่งที่เธอพูดมันโดนใจคนฟังจริงๆครับ

กลับมามองที่ตัวเรา ทุกวันนี้เราคิดถึงเรื่อง “พื้นที่สาธารณะ” สำหรับทุกคนในเมืองอย่างไรบ้าง

เราจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ได้อย่างไร

ผมคิดว่าโลกในอนาคต ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนมากขึ้น จะเปลี่ยนมุมมองของเราในเรื่องนี้ครับ 

สมมติมีโครงการอะไรซักอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่กับชุมชมของเราโดยตรงเช่น การตัดถนน สร้างสะพาน สวน เลนจักรยาน หรือพื้นที่สาธารณะแบบอื่น

ในโลกอนาคตอันใกล้นี้ เราสามารถมองเห็นความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นได้เลยว่า เมื่อของจริงๆมาแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผมเคยอ่านเรื่องของ รอนนี่ แอบอวิช (Rony Abovitz) ซึ่งเป็น CEO ของ เมจิกลีป (Magic Leap) ซึ่งทำระบบ VR เขาบอกว่า “นึกภาพดูนะ คุณเดินอยู่ในประเทศจีนแล้วบิลบอร์ดทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ เมนูก็เป็นภาษาอังกฤษ คนทุกคนพูดกับคุณเป็นภาษาอังกฤษ มันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาคุณโดยคุณไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีโลกดิจิทัลซ้อนทับโลกจริงอยู่”

แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้ให้เห็นอนาคตกับสิ่งต่างๆที่เราต้องตัดสินให้กับชุมชนของเราได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ เมื่อเราเห็นการทำงานจริงของโครงการ เห็นประโยชน์ เห็นข้อเสีย และผลกระทบ สามารถทำการตรวจสอบได้ ทุกอย่างก็จะโปร่งใสมากขึ้น

เราจะตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าเราอยากได้มันจริงๆรึเปล่า

ตัดสินใจด้วยความคิดมากขึ้น ใช้อารมณ์น้อยลง อย่างน้อยผมเชื่อว่าเราน่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ทำการตัดสินใจได้ผ่านการโหวตผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อให้จำนวนคนที่มาออกเสียงมีมากขึ้น

และถ้าห่วงเรื่องความปลอดภัย เรื่องการสวมสิทธิ์ในการโหวตผ่านอินเตอร์เน็ต ผมเชื่อว่า บล็อคเชน (blockchain) สามารถมาช่วยคุณได้ นี่อาจจะเป็นมิติใหม่ของการใช้ความคิดเห็นของประชาชนที่อยู่ในสถานที่ที่แท้จริง โดยเสียงของประชาชนจริงๆโดยไม่ต้องมีระบบตัวแทนแบบในอดีตที่ผ่านมา

อันนี้เป็นแค่แนวคิดแนวหนึ่งนะครับ จริงๆแล้วมีอะไรที่สามารถปรับใช้ได้อีกมากมาย ผมเชื่อเหลือเกินว่าเราทุกคนมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นรอบๆตัวเรา

ที่เขียนมาทั้งหมดอยากจะบอกว่า ผมคิดว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไปเยอะขนาดนี้ด้วยเทคโนโลยี ด้วยอะไรหลายๆอย่าง บางทีเราอาจจะถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่สาธารณะ”

ให้เป็นของ “สาธารณะ” จริงๆ สักที

(ใครอยากฟังอะแมนด้า ไปตามลิงก์นี้ได้เลยครับ: http://bit.ly/1qUX6Ho )