BUSINESSปวดประจำเดือนควรลาได้?!  'Period Leave' วันลาที่ดีต่อพนักงานหญิงและองค์กร

ปวดประจำเดือนควรลาได้?!  ‘Period Leave’ วันลาที่ดีต่อพนักงานหญิงและองค์กร

“ฉันกำลังมีประจำเดือน บางครั้ง มันเจ็บปวดจนทำให้ฉันไปทำงานไม่ได้หรือทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของฉันลดลง” นี่เป็นบทสัมภาษณ์บางส่วนของ Requena พนักงานบริษัทแห่งหนึ่งวัย 31 ปีที่ให้ไว้กับ TIME  

ในทุกเดือน ผู้หญิงทุกคนต้องเผชิญความเจ็บปวดจากการมีประจำเดือน โดยแต่ละคนมีอาการปวดมากน้อยแตกต่างกันออกไป แต่ถึงกระนั้น ความเจ็บปวดนี้ก็สร้างความหงุดหงิดและความรำคาญใจจนส่งผลต่อการทำงาน

นักจิตวิทยา Seema Hingorrany กล่าวว่า “ถึงเวลาที่สังคมเราต้องเห็นอกเห็นใจต่อความต้องการของผู้หญิงและปัญหาสุขภาพที่ไม่เหมือนใคร ผู้หญิงต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน มีคนไข้มาหาฉันโดยบอกว่าพวกเขาไม่อยากลุกจากเตียงเมื่อมีประจำเดือน มันจะดีกว่าถ้าบริษัทอนุญาตให้พนักงานหญิงสามารถลางานได้ เพราะสภาพจิตใจและร่างกายของพวกเธอส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและทำให้ความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงานลดน้อยลง”

Advertisements

จะเห็นได้ว่า ผู้เชี่ยวชาญและพนักงานหญิงส่วนใหญ่เล็งเห็นว่าทุกองค์กรควรตระหนักถึงปัญหาที่พนักงานหญิงต้องพบเจอในทุกเดือน และคิดว่าควรมีนโยบาย ‘Period Leave’ หรือการลาปวดประจำเดือน

แต่รู้หรือไม่? นโยบายการลาปวดประจำเดือนเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1920 แล้ว!โดยริเริ่มจากสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย ที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่มีประจำเดือนได้รับการปล่อยตัวจากการใช้แรงงาน และได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน 

แม้ว่าจะมีนโบายนี้เกิดขึ้นมานาน แต่เพราะเหตุใดเรายังคงเห็นหลายประเทศเรียกร้องและพยายามผลักดันนโยบายนี้อยู่? ทำให้เกิดคำถามว่าในหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาไม่ได้ช่วยทำให้นโยบายนี้มีบทบาทในองค์กรเลยหรือ? 

เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายให้มากขึ้น ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่าเพราะเหตุใดนโยบายการลาปวดประจำเดือนของหลายๆ ประเทศจึง ‘ย่ำอยู่กับที่’ ความจริงแล้ว หลังจากที่มีการริเริ่มแนวคิดการลาปวดประจำเดือนของสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซียในปี 1920 แนวคิดนี้กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้สหภาพแรงงานในญี่ปุ่นร่างกฎหมายการลาปวดประจำเดือนในช่วงปลายปี 1947

Izumi Nakayama นักวิชาการจาก University of Hong Kong ผู้ศึกษาภาวะเจริญพันธุ์ของญี่ปุ่นกล่าวว่า การลาปวดประจำเดือนในทุกวันนี้ มีการบังคับใช้นโยบายที่แตกต่างกันในประเทศญี่ปุ่น นโยบายนี้ถูกใช้จริงเพียงเล็กน้อยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ผลการศึกษาของรัฐบาลปี 2014 พบว่า มีผู้หญิงน้อยกว่า 0.9% ในที่ทำงานที่ใช้นโยบายการหยุดประจำเดือน โดยอ้างเหตุผล เช่น ความอับอายหรือการขาดความเข้าใจจากหัวหน้าผู้ชาย ในปี 2021 เป็นต้น และการวิจัยยังพบอีกว่า พนักงานหญิงมีโอกาสในการลาหยุดน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพนักงานหญิงที่มีการศึกษาสูง

แม้ว่านโยบายนี้ไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น ถึงกระนั้น นโยบายที่ ‘มี’ เหมือน ‘ไม่มี’ นี้ก็ได้แพร่ขยายไปทั่วเอเชียตะวันออก ตั้งแต่เกาหลีใต้ไปจนถึงไต้หวันและหลายมณฑลในประเทศจีน มาดูกันว่าแต่ละประเทศมีนโยบายการลาปวดประจำเดือนอย่างไร

  • อินโดนีเซีย สามารถลาได้ 2 วันต่อเดือน
  • เกาหลีใต้ พนักงานหญิงจะต้องได้รับค่าจ้างในวันที่ลาปวดประจำเดือน
  • ไต้หวัน การลาปวดประจำเดือนไม่นับเป็นวันลาป่วย
  • แซมเบีย สามารถลาได้ 1 วันต่อเดือน
  • ประเทศจีน ตามรายงานของ China.org พนักงานหญิงที่มีใบรับรองแพทย์สามารถลาหยุดได้ 1-2 วัน 

และที่น่าสนใจ เมื่อปี 2020 ที่ผ่านมา Zomato บริษัทสตาร์ตอัปส่งอาหารในอินเดีย เริ่มเสนอให้พนักงานลาปวดประจำเดือนได้โดยรับค่าจ้างสูงสุด 10 วันต่อปี โฆษกของบริษัทกล่าวว่า นับตั้งแต่มีนโยบายในเดือนสิงหาคม ปี 2020 พนักงาน 621 คน ได้ลางานไปมากกว่า 2,000 วัน

จากที่กล่าวมาข้างต้น ดูเหมือนว่าหลายประเทศจะเริ่มให้การยอมรับนโยบายการลาปวดประจำเดือน แต่นโยบายนี้กลับมีอุปสรรคมากในสหรัฐฯ จากการสำรวจชาวอเมริกัน 600 คนในปี 2017 ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Health Care for Women International พบว่าบางคนอ้างว่านโยบายนี้จะไม่ยุติธรรมกับผู้ที่ไม่มีประจำเดือนหรือสิทธิ์การลางานจะถูกใช้บ่อยเกินไป และมองว่านโยบายนี้ไม่มีความจำเป็น 

โดยบอกว่าพนักงานควรใช้วันลาป่วยหากจำเป็น ในบางกรณีอาจหมายถึงการลาโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ไม่มีข้อกำหนดสำหรับการลาป่วยที่ได้รับค่าจ้าง ทั้งนี้ ผลสำรวจของสำนักสถิติแรงงานสหรัฐฯ ประจำปี 2019 ชี้ว่า 24% ของคนงานในสหรัฐฯ ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างเมื่อลาหยุด

แม้ว่าการลาปวดประจำเดือนจะไม่มีข้อจำกัดในบางประเทศ แต่ในบางประเทศยังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ และตั้งคำถามเกี่ยวกับนโยบายนี้ว่ามีความจำเป็นต่อองค์กรและพนักงานหญิงจริงหรือไม่?

หลายคนโต้แย้งว่า การลาปวดประจำเดือนควรจัดเป็นวัน ‘ลาป่วย’ แต่การหยุดงานเป็นช่วงๆ มักมาพร้อมกับปัญหา ประการแรก หากบริษัทต้องการหนังสือรับรองจากแพทย์เพื่อยืนยันอาการเจ็บป่วย นั่นหมายความว่าพนักงานหญิงต้องไปพบแพทย์ทุกครั้งที่มีประจำเดือนเพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองปวดท้องและไม่สบายตัวหรือ? 

Nathelie Brady ผู้จัดการทั่วไปจากบริษัท M&C Saatchi ประเทศออสเตรเลีย แย้งว่า การแยกการลาป่วยกับการลาปวดประจำเดือนออกจากกันเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเท่าเทียม เพราะจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิงมีระบบร่างกายและสรีรวิทยาที่แตกต่างจากผู้ชาย และความแตกต่างนี้เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเธอใช้ชีวิตลำบากกว่าผู้ชาย เช่น การมีรอบเดือน เป็นต้น เธอคิดว่าผู้หญิงทุกคนจึงควรได้รับประโยชน์จากความลำบาก (ด้านสุขภาพ) ที่พวกเธอต้องเผชิญ และในทางกลับกัน เธอมองว่าผู้ชายมีสิทธิ์ที่จะลาเพื่อดูแลบุตรเท่าเทียมกับผู้หญิงเช่นกัน

Culture Machine บริษัทการตลาดดิจิทัลของอินเดีย ได้จัดวันลาปวดประจำเดือนแยกออกจากวันลาป่วย เพื่อแสดงถึงการเป็นประจำเดือนนั้นคือ ‘ความเจ็บป่วย’ และ ‘สกปรก’ Reema D’souza ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Culture Machine กล่าวว่า “นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงโดยธรรมชาติ เราต้องการให้ผู้คนเปิดเผยเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมา”

Advertisements

พนักงาน HR ที่ Culture Machine ตัดสินใจผลักดันการลาปวดประจำเดือน เนื่องจากสังเกตเห็นว่าพนักงานบางคนที่มีประจำเดือนจะลาป่วยในแต่ละเดือน โดยอ้างเหตุผลการลาที่คลุมเครือ และบริษัทตระหนักดีว่าการที่พนักงานหญิงไม่กล้าเปิดเผยความจริงนี้ เกิดจากความกลัวที่จะบอกผู้จัดการ เธอคิดว่า “แนวคิดเรื่องการลาประจำเดือนของเราคือทำให้ผู้หญิงสบายใจที่จะก้าวกระโดดโดยไม่รู้สึกละอายใจที่จะเดินไปหาผู้จัดการชายหรือหญิงของพวกเขา”

บอกได้ว่า นโยบายการลาปวดประจำเดือนในอินเดียไม่อาจมองได้ว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือพนักงานหญิง นโยบายนี้ยังเป็นการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศในอินเดีย ที่ทำให้ผู้หญิงอินเดียมีพื้นที่ในสังคมมากขึ้น 

อย่างที่รู้กัน มุมมองของคนอินเดียที่มีต่อผู้หญิงมีประจำเดือนคือความไม่บริสุทธิ์ ค่านิยมนี้จึงทำให้พวกเธอถูกกีดกันจากกิจกรรมทางสังคมและศาสนา ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในสถานที่สักการะบางแห่ง นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์สุขอนามัยที่ยังคงเป็นปัญหาที่พวกเธอต้องพบเจออยู่เนืองๆ ดังนั้น การลาปวดประจำเดือนจะเป็นก้าวสำคัญในการขจัดอุปสรรคในการใช้ชีวิต และอาจช่วยสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมทางเพศเช่นกัน

จากที่กล่าวมา นโยบายนี้ดูจะไปได้สวยใช่หรือไม่ แต่เหรียญนั้นมีสองด้านเสมอ แม้จะมีคนส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยว่าควรมีนโยบายการลาปวดประจำเดือน แต่ก็มีคนอีกส่วนหนึ่งที่คิดว่านโยบายนี้ควรถูกนับรวมอยู่ในการลาป่วยทั่วไป

Zomato แพลตฟอร์มจัดส่งสินค้าของอินเดีย ได้สนับสนุนการลาหยุดสำหรับพนักงานที่มีประจำเดือนทุกคน การตัดสินใจนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดียในอินเดียอย่างร้อนระอุ ชาวอินเดียต่างเรียกการเคลื่อนไหวนี้ว่า ‘ความไม่เท่าเทียม’ และ ‘ความล้าหลัง’ บางคนแย้งว่าการลาหยุดประจำเดือนอาจ “ผลักผู้หญิงออกจากบทบาทการตัดสินใจในที่ทำงาน”

ในขณะเดียวกัน นักเคลื่อนไหวสตรีนิยมในอินเดียคิดว่า ผู้หญิงที่อ้างว่าประจำเดือนมานั้น “ไม่ใช่เรื่องใหญ่” มันเป็นความเจ็บปวดที่ผู้หญิงทุกคนสามารถทนได้ และยังมีคนส่วนหนึ่งที่คิดว่าการลาปวดประจำเดือนคือการ ‘เสริมอำนาจ’ ให้กับผู้หญิง และเป็น ‘เรื่องส่วนตัวที่ควรเก็บไว้คนเดียว’

Daniela Piazzalunga ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Trento กล่าวว่า “คนส่วนใหญ่รวมทั้งตัวฉันเองคิดว่านโยบายนี้อาจทำให้ผู้หญิงเสี่ยงต่อการถูกเลือกปฏิบัติมากขึ้น นายจ้างอาจลังเลที่จะจ้างพนักงานหญิงและอาจทำให้หน้าที่การงานของพวกเธอไปไม่ไกลเท่าที่ควร และที่น่าตกใจคือ Daniela Piazzalunga ค้นพบว่า การต่อต้านนโยบายลาปวดประจำเดือนไม่ใช่กลุ่มผู้ชาย แต่เป็นกลุ่มผู้หญิงด้วยกันเอง เพราะพวกเธอคิดว่า การตั้งนโยบายนี้เอื้อประโยชน์ต่อเธอมากเกินจนทำให้เธอรู้สึกอ่อนแอและรู้สึกเหมือนถูกเปิดเผยจุดอ่อน  อีกทั้งมันเป็นสิทธิพิเศษที่ทำให้เธอไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง

mm2021

อย่างไรก็ตาม นโยบายการลาปวดประจำเดือนยังคงทำให้คนบางส่วนรู้สึกคลางแคลงใจ คิดว่ามันไม่มีความจำเป็นและไม่มีประโยชน์ จริงๆ แล้วสิ่งที่คนเหล่านี้คิดถูกต้องหรือไม่? มาหาคำตอบกันเลยดีกว่า

Emperikal บริษัทเอเจนซี่ด้านการตลาดดิจิทัลที่ตั้งอยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ การลาปวดประจำเดือนทำให้ขวัญกำลังใจของพนักงานในบริษัทดีขึ้นอย่างมาก Saiful Amir Omar ที่ปรึกษาหลักและผู้ก่อตั้งหน่วยงานกล่าวว่า การอนุญาตให้พนักงานลา มีผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน  ทำให้พวกเขาเห็นถึง ‘ความปรารถนาดีซึ่งกันและกัน’

พนักงานคนหนึ่งในบริษัท Emperikal กล่าวว่า “นโยบายนี้ช่วยให้ผู้ที่มีอาการปวดประจำเดือนอย่างรุนแรงรู้สึกดีขึ้นในที่ทำงาน อีกทั้งการที่บริษัทอนุญาตให้พนักงานลาปวดประจำเดือนยังสื่อถึงการที่บริษัทให้ความสำคัญกับผู้หญิงที่เป็นประจำเดือน รวมถึง LGBTQ+ หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งมันดีมากๆ”

นอกจากนี้ Emperikal เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายการลาปวดประจำเดือน นโยบายนี้ช่วยให้ผู้หญิงสมัครงานในบริษัทมากขึ้น ข้อมูลทรัพยากรบุคคลแสดงให้เห็นว่าอัตราส่วนของผู้หญิงกับผู้ชายในการสมัครงานเพิ่มขึ้นจาก 10:90 เป็น 60:40 ภายในสามปี Michelle Ding ผู้อำนวยการฝ่าย Creative Content ของ Emperikal กล่าวว่า “การขจัด ‘อคติในการคัดเลือก’ ระหว่างผู้สมัครนั้นส่งผลดีต่อบริษัทเป็นอย่างมาก เนื่องจากการมีประจำเดือนเป็นสิ่งที่บริษัทยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของบรรทัดฐานมากกว่าที่จะเป็นข้อเสียเปรียบในการจ้างพนักงานหญิง และเราเห็นว่าการมีนโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลดีต่อบริษัทที่จะทำให้เราสามารถเข้าถึงผู้มีความสามารถด้านความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้นได้”

สรุปแล้ว แม้ว่าจะมีบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับใช้นโยบายการลาปวดประจำเดือนในองค์กร เนื่องจากพวกเขาคิดว่านโยบายนี้ไม่มีความจำเป็นต่อองค์กรและพนักงาน แต่จากหลายๆ การวิจัยและบริษัทที่ใช้นโยบายนี้ ทำให้เราเห็นว่ามันมีผลดีมากกว่าที่คิด และเพื่อให้นโยบายนี้ถูกบังคับใช้อย่างเป็นรูปธรรม ภาครัฐและผู้บริหารองค์กรจำเป็นต้องตระหนักและให้ความสำคัญมากกว่านี้ 

อ้างอิง
https://bit.ly/3jDNndI
https://bit.ly/3Gm6zX2
https://bit.ly/3mmDH9n

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#business
#society

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Pattraporn Hoy
นักศึกษาเอกวรรณกรรมจีนผู้เชื่อว่าวันที่ดีเริ่มต้นด้วยการกินของอร่อย