BUSINESSทางออกของ Netflix เมื่อต้องสูญเสียลูกค้า 400,000 คน ในสหรัฐฯ และแคนาดา

ทางออกของ Netflix เมื่อต้องสูญเสียลูกค้า 400,000 คน ในสหรัฐฯ และแคนาดา

หากพูดถึงความสำเร็จของ Netflix แล้วล่ะก็ วลีชวนดูหนังอย่าง “Netflix and Chill” คงสะท้อนความเป็นผู้นำของตลาดสตรีมมิ่งได้อย่างดี และทุกวันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักบริการสตรีมมิ่งเจ้าของโลโก้ตัว N สีแดงที่เข้ามาเขย่าธุรกิจโลกบันเทิงในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2021 เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีที่ยอดสมาชิก (Subscribers) ของ Netflix ในพื้นที่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาลดลง การสูญเสียสมาชิกกว่าครึ่งล้านครั้งนี้ ทำให้หลายคนสงสัยว่าถึงช่วงขาลงของ Netflix แล้วหรือเปล่า

มาดูกันดีกว่า Netflix ไม่เจ๋งแล้วอย่างที่เขาว่ากันจริงไหม และบริษัทมีแผนอย่างไรสำหรับอนาคต

ปัญหาสารพัดที่ Netflix ต้องเจอ

ยอดการเติบโตของสมาชิกเป็นกุญแจสำคัญของธุรกิจอย่าง Netflix ที่มีรายได้จากการ Subscribe รายเดือนของลูกค้า แน่นอนว่าสิ่งที่ Netflix ต้องการคือให้ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (และอย่างรวดเร็ว) เพื่อที่จะครองอันดับผู้นำในตลาดสตรีมมิ่ง และเพื่อทดแทนเงินลงทุนในการทำคอนเทนต์ของปี 2021 ที่มากถึง 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างกลับไม่ง่ายอย่างที่คาดคิด

รายงานไตรมาสที่ 2 ของ Netflix ระบุไว้ว่ามีการเติบโตของผู้ติดตามเกินกว่าที่คาดไว้ โดยพวกเขามีผู้ติดตามใหม่ถึง 1.5 ล้านคน แต่สหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่เคยเป็นแหล่งทำเงินหลักกลับแสดงท่าทีว่าสตรีมมิ่งเจ้าดังอาจกำลังเจอกับปัญหา

พวกเขาเสียสมาชิกไปกว่า 400,000 คน

สาเหตุแรกเป็นเพราะสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว จริงอยู่ที่ในช่วงต้นปี 2020 ที่มีการล็อกดาวน์ Netflix มีสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 16 ล้านคน แต่เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นและผู้คนออกไปใช้ชีวิตได้ตามเดิม ตัวเลขดังกล่าวจึงลดลง

อีกสาเหตุคือการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ในไตรมาสที่ผ่านมา คู่แข่งหลักอย่าง HBO Max มียอดผู้ติดตามเพิ่มขึ้นกว่าอีก 3 ล้านคน ท้าทายเจ้าตลาดอย่าง Netflix ทั้งๆ HBO Max ที่พึ่งเปิดตัวมาได้เพียงปีกว่าเท่านั้น ไหนจะ Disney+ ที่มาพร้อมกับซีรีส์ Marvel ที่ทุกคนรอคอยอีก

สตรีมเมอร์เจ้าเล็กๆ ก็ดึงลูกค้าที่มีความนิยมเฉพาะไปได้ไม่น้อย อย่าง Shudder ที่เน้นฉายหนังสยองขวัญ MUBI, Criterion และ Ovid ที่เน้นหนังอินดี้ หนังเก่า หรือ Crunchyroll ที่เจาะกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบอนิเมะโดยเฉพาะ (ส่วนในไทยก็ต้องเจอคู่แข่งอย่าง viu และ iQIYI)

แต่สาเหตุที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘คุณภาพผลงาน’ ของ Netflix เอง แม้จะลงทุนไปเป็นจำนวนมาก แต่ในปีที่ผ่านมา หนังและซีรีส์ออริจินัลของ Netflix ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร โดยเพียง 3% จากรายการที่คนนิยมดูเป็นเนื้อหาที่ผลิตเอง 

ไม่แปลกเลย หากลูกค้าจะหันไปหาคู่แข่งที่คุณภาพแน่นกว่าอย่าง HBO Max และ Disney+ 

แผนรับมือของ Netflix

หากเทียบกับพื้นที่อื่นๆ แล้ว Netflix ก็ยังถือว่าเป็นผู้นำ ด้วยรายได้จากการเปิดให้บริการที่มากถึง 190 ประเทศทั่วโลก แต่บริษัทก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และมีการวางแผนขยายตลาดไปยังช่องทางอื่น ซึ่งก็คือ “วิดีโอเกม” นั่นเอง

Netflix ตระหนักดีว่าในตลาดสื่อบันเทิงที่แย่งกันดึงดูด ‘เวลา’ และ ‘ความสนใจ’ จากลูกค้า พวกเขาไม่ได้มีคู่แข่งแค่บริการสตรีมมิ่งเท่านั้น พวกเขายังต้องแข่งกับตลาดวิดีโอเกมด้วย

ในปีนี้ Netflix ได้ดึงตัว Mike Verdu อดีตผู้บริหาร EA มาเพื่อเตรียมตัวเจาะตลาดเกม อีกทั้งยังมีข่าวลือว่าพวกเขากำลังหาทางพาร์ทเนอร์กับ Playstation อีกด้วย

แม้เราจะยังไม่รู้ว่าบริการเกมมิ่งของ Netflix จะออกมาเมื่อไร รูปแบบและหน้าตาจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอนคือไม่ว่าจะหนังหรือวิดีโอเกม พวกเขาจะหาวิธีใหม่ๆ ให้พวกเราใช้เวลาไปกับหน้าจอมากขึ้นแน่นอน

อ้างอิง
https://bit.ly/3BaCA12
https://bit.ly/2WfN7cw

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#business

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

POPULAR

Tanyaporn Thasak
ผู้โดยสารคนหนึ่งบนยาน Mission To The Moon ที่หลงใหลในวรรณกรรม ภาพยนตร์ บทกวี การอ่าน การเขียน และการนอน