BOOK REVIEWสรุปหนังสือ "Remember: ศาสตร์แห่งการจำและศิลปะแห่งการลืม”

สรุปหนังสือ “Remember: ศาสตร์แห่งการจำและศิลปะแห่งการลืม”

เพราะหาก “การจดจำ” เป็นศาสตร์ “การลืม” ก็คือศิลปะ

คุณเคยพูดถึงเหตุการณ์ที่คุณและเพื่อนเผชิญร่วมกัน แต่เพื่อนคนนั้นกลับตอบว่า “จำไม่เห็นได้เลย” ไหม ทั้งๆ ที่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่สุดประทับใจ เราจดจำมาได้ถึงตอนนี้ แต่เพื่อนกลับลืมมันไปซะงั้น ทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น?

แล้วเคยไหมที่งหลงลืมสิ่งที่เราเห็นมาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง นี่หมายถึงสมองของเรากำลังมีปัญหาหรือเปล่า หรือว่าเรากำลังเข้าข่ายโรคอัลไซเมอร์กันนะ มาร่วมหาคำตอบผ่านหนังสือ “Remember: The Science of Memory and the Art of Forgetting” หรือชื่อในฉบับแปลเป็นภาษาไทยว่า “ศาสตร์แห่งการจำและศิลปะแห่งการลืม”

“Remember” เป็นหนังสือเล่มล่าสุดของ Lisa Genova เธอเป็นนักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัย Harvard และเป็นนักเขียนนวนิยาย Best-selling ที่สอนให้เรารับมือกับความผิดปกติของสมอง ผลงานที่โดดเด่นของเธอคือ “Still Alice” เรื่องราวของตัวเอกที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์และยังได้รับรางวัล Academy Award อีกด้วย

สำหรับหนังสือ Remember เมื่ออ่านจบแล้วจะทำให้เรารู้ว่า ร่างกายของเรามีความมหัศจรรย์มากมาย การจะเข้าใจวิธีการทำงานของร่างกายเราได้ ก็คือการทดลองและการค้นหาทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะความลับของสมอง ลองมาค้นหาคำตอบว่า สมองเราสร้างความทรงจำอย่างไร และเราจะ “หลอก” สมองให้สามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้นอย่างไร รวมถึงวิธีป้องกันไม่ให้เกิดอาการสมองแก่ ในหนังสือเล่มนี้

[บทความนี้สรุปจากหนังสือเวอร์ชันภาษาอังกฤษ อาจมีบางคำที่เรียกไม่เหมือนฉบับแปลเป็นภาษาไทย]

สมองเราสร้างความทรงจำได้อย่างไร?

1) ร่างกายเราใช้ 2 กระบวนการในการเก็บข้อมูล เริ่มจาก “การถอดรหัส (Encoding)” เป็นการที่สมองส่วนหน้าตีความข้อมูลที่ได้รับจากประสาทสัมผัสทั้งห้า หากเราไม่ได้ให้ความสนใจ ข้อมูลที่เก็บมาได้นี้จะหายไปใน 15-30 วินาที แต่ถ้าเราให้ความใส่ใจ จะเกิดขั้นตอนต่อมาคือ “การรวบรวมข้อมูล (Consolidation)” เป็นการย้ายข้อมูลจากสมองส่วนหน้าไปยังสมองส่วน Hippocampus ซึ่งเป็นสมองที่ใช้เก็บความทรงจำในระยะยาว

2) ความทรงจำของเราแบ่งได้เป็น 3 ประเภท สองประเภทแรกเป็นความทรงจำที่ถูกรวบรวมมาที่ Hippocampus ได้แก่ “Semantic Memory” และ “Episodic Memory” ในขณะที่ประเภทสุดท้าย “Muscle Memory” เป็นความทรงจำที่อยู่ในกล้ามเนื้อ

3) “Semantic Memory” เป็นความทรงจำที่เกิดจากการทำอะไรซ้ำๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น บาริสต้าร้านกาแฟรู้ว่า เมนูประจำร้านคืออะไร เพราะเธอได้ยินลูกค้าสั่งเมนูนี้ทุกวันนั่นเอง

4) ในขณะที่ “Episodic Memory” เป็นความทรงจำที่เชื่อมโยงกับเวลาและสถานที่เป็นจุดสำคัญ เช่น เหตุการณ์คนนับล้านเห็นยาน Challenger ระเบิดเมื่อปี 1986 ซึ่งต่อให้เหตุการณ์นี้เป็นที่จดจำ แต่รายละเอียดเหตุการณ์ที่แต่ละคนเล่ากลับไม่เหมือนกันสักคน นั่นเป็นเพราะในสมองแต่ละคนให้ความสนใจไม่เท่ากัน ทำให้สมองเติมข้อมูลส่วนที่หายไปด้วยข้อมูลที่เราเติมแต่งขึ้นเอง และสมองเราเลือกจดจำความทรงจำที่ผ่านการแต่งเติมขึ้นมาใหม่ แทนที่ความทรงจำเดิม ซึ่งแปลว่า Episodic Memory ที่เราคิดว่า มันแม่นยำมาก ก็อาจเกิดความผิดพลาดได้นั่นเอง

5) ไม่ใช่สมองอย่างเดียวที่สามารถเก็บความทรงจำ กล้ามเนื้อเองก็ทำได้ นั่นคือ Muscle Memory ที่เกิดจากการฝึกทำอะไรทางกายซ้ำๆ เช่น การเล่นเปียโน ระบบประสาทในสมองส่วน Motor Cortex (สมองส่วนที่สั่งการควบคุมร่างกาย) จะบันทึกข้อมูลนี้แล้วส่งไปที่ไขสันหลังและกล้ามเนื้อ และเมื่อเราทำแบบนี้ซ้ำ สมองส่วนดังกล่าวก็จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเราขยับไปเองโดยอัตโนมัติตามความทรงจำที่มี

Advertisements

การหลงลืมอาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไป

1) Solomon Shereshevsky เคยเป็นชายที่ไม่สามารถหลงลืมอะไรก็ตามที่เขาเคยเห็นได้ แต่นั่นไม่เป็นผลดีต่อสมองเขาเลย เพราะความคิดของเขาเต็มไปด้วยข้อมูลที่ไม่จำเป็น และระบบประมวลผลที่ทำงานไม่มีพักผ่อน นอกจากนี้ เขายังประสบเหตุการณ์ต่างๆ ที่แย่จนเขาอยากจะหลงลืมมันไปด้วยซ้ำ

2) โดยปกติแล้ว เมื่อเราประมวลผลว่า ข้อมูลตรงหน้าไม่สำคัญ เราก็จะลืมมันไป ซึ่งเกิดจาก Working Memory (ความจำเพื่อใช้งาน) บันทึกข้อมูลที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นระยะเวลาสั้นๆ เพื่อให้เราเข้าใจสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปได้ เช่น การขับรถกลับบ้านโดยใช้เส้นทางประจำ เราจดจำและขับรถตามสิ่งที่เราเคยเจอ ถ้าไม่ไปเจอป้ายบอกทางใหม่ หรืออะไรที่เราไม่คุ้นเคย เราก็สามารถกลับถึงบ้านได้โดยไม่หลงทาง

3) การหลงลืมช่วยรักษาสภาพจิตใจเราได้ เพราะเราจะลืมเหตุการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกโมโหได้ทุกครั้ง รวมถึงการรักษาผู้ที่ประสบอาการ PTSD หรืออาการผิดปกติทางจิตใจหลังพบเจอเหตุการณ์ที่รุนแรง พวกเขาสามารถเรียกคืนความทรงจำอันเลวร้ายนั้นกลับมา และแต่งเติมตอนจบที่ดีขึ้นใหม่ไปแทน ซึ่งหากทำแบบนี้ไปซ้ำๆ พวกเขาจะสามารถก้าวข้ามความทรงจำที่คอยหลอกหลอนพวกเขาได้ ซึ่ง Shereshevsky เองก็ใช้กระบวนนี้เช่นกัน

วิธีสร้างการจดจำที่ยั่งยืนและการต่อสู้กับอาการหลงลืมที่เข้ามา

1) การที่เรามักหลงลืมสิ่งที่ต้องทำในอนาคต จนถึงขั้นเรียกได้ว่า “ขี้ลืม” เป็นเพราะเรามี “Prospective Memory” อยู่ในระดับที่ย่ำแย่ มันเกิดขึ้นได้กับทุกคนแม้กระทั่งอาชีพที่ต้องใช้ความรอบคอบอย่างมาก เช่น แพทย์ จนเกิดสถิติที่น่าสนใจเมื่อปี 2008-2013 คือการที่ศัลยแพทย์ต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ ลืมเก็บอุปกรณ์ผ่าตัดประมาณ 772 ชิ้นออกจากตัวคนไข้!

2) วิธีสู้อาการขี้ลืมที่หนังสือแนะนำ คือการใช้อุปกรณ์ภายนอกเป็นเครื่องเตือนเรา เช่น การจด Checklist ตั้งปฏิทินแจ้งเตือนสิ่งที่ต้องทำในมือถือ นอกจากนี้ การตั้งสิ่งของไว้ในจุดที่เราไม่มีทางลืมก็ช่วยได้เช่นกัน อย่างเช่นถ้าเราต้องนำไวน์ไปให้เพื่อน แต่กลัวลืม ให้เราวางขวดไวน์ไว้ที่หน้าประตูทางออก เมื่อเราเดินออกมาและเห็นขวดไวน์ เราจะไม่มีทางออกจากบ้านโดยลืมหยิบขวดไวน์ไปด้วยแน่ๆ

3) ความสามารถในการจดจำและเรียกคืนข้อมูลของเราเองมีทั้งยอดเยี่ยม และยอดแย่ อย่างเช่นที่ Akira Haraguchi อดีตวิศวกรอายุ 69 ปีสามารถจดจำค่าพาย (Pi) ทางคณิตศาสตร์ได้ถึง 111,700 หลักเลยทีเดียว แต่เขากลับหลงลืมอะไรง่ายๆ อย่างวันเกิดของภรรยาเขา

4) เราเองก็สามารถจดจำข้อมูลได้เป็นเลิศอย่าง Haraguchi ได้ด้วยการสร้างความทรงจำแบบฝังประสาทสัมผัสทั้งห้าไว้ ซึ่งช่วยแก้อาการคำพูดติดอยู่ที่ปลายลิ้น เช่น จำได้ว่าชื่อคนนี้ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร B แต่กลับเรียกไม่ออก เราแก้ไขได้ด้วยการ “สร้างเรื่องราว” ไว้ในความทรงจำ ชายคนนี้ชื่อ Baker ที่แปลว่า นักอบขนมปัง ถึงแม้ในชีวิตจริงเขาจะไม่ได้มีอาชีพนี้ก็เถอะ แต่การเติมเรื่องราวด้วยอาชีพที่เต็มไปด้วยกลิ่น รสชาติ สัมผัสนี้ช่วยให้สมองเราจำได้นั่นเอง

5) โรคอัลไซเมอร์ ที่หลายคนกังวลโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เกิดจากโปรตีน Amyloid Plaques เริ่มห่อหุ้มสมองส่วน Hippocampus และลามไปส่วนต่างๆ ของสมองที่ช่วยในการจดจำเส้นทางและแก้ไขปัญหา ซึ่งต่างจากอาการหลงลืมธรรมดาตรงที่ แม้ผู้ที่เป็นอัลไซเมอร์จะถือกุญแจอยู่ในมือ แต่พวกเขากลับสงสัยว่ากุญแจหายไปไหนนะ

6) ทีมวิจัยโรคอัลไซเมอร์ ได้ทำการทดลองผ่านการชันสูตรสมองของแม่ชีสูงอายุจำนวน 678 คนหลังพวกเธอเสียชีวิต พวกเขาพบว่า แม้สมองจะมี Amyloid Plaques แต่พวกเธอกลับไม่ได้มีสัญญาณของอาการอัลไซเมอร์แต่อย่างใด เหตุผลที่แม่ชีเหล่านี้ไม่เป็นโรคอัลไซเมอร์เพราะพวกเธอมีเครือข่ายสมองใหม่ที่สำรองใช้ หลังเครือข่ายเก่าโดนโปรตีนเกาะ

7) การจะสร้างเครือข่ายสมองใหม่เริ่มการมีวิถีชีวิตที่สุขภาพดีอยู่เสมอ เช่น ทำงานที่เติมเต็มชีวิต หมั่นเข้าสังคม ทำงานอดิเรกให้จิตใจแจ่มใส หากิจกรรมใหม่ๆ ที่ท้าทายกายและใจเรา เช่น เรียนภาษาหรือเล่นเครื่องดนตรีที่ไม่เคยลอง และพักผ่อนให้ครบ 7-9 ชั่วโมงเพื่อที่สมองส่วน Hippocampus จะทำงานได้เสถียรมากขึ้น ทำให้สมองเกิดการเสื่อมถอยช้าลง

8) นอกจากนี้เราควรทำใจให้ปราศจากความเครียด เพราะเมื่อเราเครียด สมองจะปล่อยฮอร์โมนความเครียดออกมาจำนวนมากจนเกิดความเหนื่อยล้า ไม่อยากสร้างและกู้คืนความทรงจำ ซึ่งในขณะเดียวกันสมองส่วน Hippocampus จะหดตัว ซึ่งวิธีแก้คือ การทำสมาธิและออกกำลังกายให้ใจสงบ เป็นการลดความดันโลหิตและระดับฮอร์โมนความเครียด แล้วยังทำให้สมองส่วน Hippocampus มีสุขภาพที่ดีอีกด้วย


เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ
สรุป “The Upside of Stress” หนังสือที่ชวนมองมุมกลับ ปรับความเครียดเป็นเครื่องช่วยชีวิต
Revenge Bedtime Procrastination’ อาการของคนที่เหนื่อยแต่ไม่ยอมนอน ขอใช้เวลาชีวิตของตัวเองก่อน!


อ้างอิง:
– Lisa Genova (2021), Remember

#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#softskill

Advertisements

Lastest

Twitter เตรียมปล่อยฟีเจอร์ใหม่! ให้ผู้ใช้งานยืนยันความเป็นเจ้าของรูปโปรไฟล์ที่เป็น NFT

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Twitter เตรียมเปิดฟีเจอร์ยืนยันรูปโปรไฟล์ของผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของผลงาน NFT ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง NFT ที่มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนอย่างมากในปีที่ผ่านมา

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

Related Articles

Twitter เตรียมปล่อยฟีเจอร์ใหม่! ให้ผู้ใช้งานยืนยันความเป็นเจ้าของรูปโปรไฟล์ที่เป็น NFT

สำนักข่าว CNN รายงานว่า Twitter เตรียมเปิดฟีเจอร์ยืนยันรูปโปรไฟล์ของผู้ใช้งานที่เป็นเจ้าของผลงาน NFT ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลอย่าง NFT ที่มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนอย่างมากในปีที่ผ่านมา

สรุปเทรนด์ 2021 กับพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Behavior) เปลี่ยนไป

ใครจะเชื่อว่า Live นอนก็สามารถขายได้และมีคนดูกว่าหมื่นคนใครจะเชื่อว่า Live ธรรมะจะเข้าถึงง่ายและยังสร้างปรากฏการณ์คนดูกว่าครึ่งล้าน ใครจะเชื่อว่า ‘กล่องสุ่ม’ ที่ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอะไร แต่กลับได้รับความนิยมอย่างมากนาทีนี้ไม่อยากเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อแล้ว เพราะตลอดปี 2021 ที่ผ่านมา เราทุกคนล้วนเห็นกับตาและพบเจอด้วยตัวเองแล้วว่าอะไรๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็น ‘ปีแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ทั้งในมุมของผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะหากใครติดตามข่าวหรือโซเชียลมีเดียจะพบว่ามีเรื่องราวและประเด็นต่างๆ เกิดขึ้นนับไม่ถ้วนเลยทีเดียวไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่แม้จะได้รับวัคซีนกันไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ‘โอมิครอน’ กำลังสร้างความน่ากังวลไม่น้อย...

ชีวิตที่สมบูรณ์แบบมีจริงไหม? ค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ กับหนังสือ ‘The Midnight Library’

เรากำลังโหยหาชีวิตที่สมบูรณ์แบบอยู่หรือเปล่า? แล้วความสมบูรณ์แบบที่ว่ามีหน้าตาอย่างไร การได้ทำในสิ่งที่ชอบ ได้ทำอะไรเพื่อสังคม หรือได้เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ หรือว่าจริงๆ แล้วความสมบูรณ์แบบของชีวิตนั้นอาจไม่มีอยู่จริง

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า