BOOK REVIEWรีวิวหนังสือ: Payoff

รีวิวหนังสือ: Payoff

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนความคิดของเราเกี่ยวกับเรื่อง แรงจูงใจ, ผลตอบแทนหรือสิ่งที่คิดว่าจะสร้างแรงจูงใจได้, ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ผ่านการทดลองที่น่าสนใจเกี่ยวกับจิตใจของคน

หนังสือเขียนโดย แดน อารีลีย์ (Dan Ariely) เป็นอีกเล่มจากนักเขียนคนดัง ผมถูกใจเล่มนี้มากเพราะมันบางดี รู้สึกมีกำลังใจเวลาอ่าน แต่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นหนังสือที่อ่านผ่านได้เร็วมากนัก เพราะเวลาอ่านแล้วต้องคิดเยอะ 

เนื้อหาหนังสือโดยรวมยังคงความเป็น แดน อารีลีย์ ที่เราคุ้นเคยได้เป็นอย่างดีคือเต็มไปด้วยเรื่องของการทดลอง และทดสอบเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับจิตใจของคน อย่างเรื่องนึงที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้วก็น่าสนใจมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การรับรู้ กับผลงานของคนที่ทำออกมา

การทดลองสภาวะการรับรู้ ของ แดน อารีลีย์

ในการทดลองนี้มีการพิมพ์จดหมายออกมาแบบสุ่ม แต่ละฉบับจะมีจดหมายที่เหมือนกันอยู่หลายๆคู่ ผู้เข้าทำการทดลองจะได้รับการบอกให้จับคู่จดหมายที่เหมือนกัน 

เมื่อผู้เข้าร่วมการทำลองจับคู่จดหมายคู่แรกเสร็จ พวกเขาจะได้รับเงิน 55 เซนต์ และเขาก็จะถามผู้เขาร่วมทำการทดลองต่อว่าอยากจะทำต่อไหม แต่คราวนี้ถ้าทำเสร็จจะได้เงินน้อยลงทีละ 5 เซนต์นะ (จับคู่ต่อไปเสร็จได้ 50 เซนต์)

ในการทดลองนี้มีการเซ็ต สภาะวะแวดล้อมไว้ 3 อย่างด้วยกันคือ 

1. สภาวะแรก คือ สภาวะ “acknowledged” หรือ “รับรู้” 

ในสภาวะการทดลองนี้ผู้เข้าร่วมการทดลองจะเขียนชื่อของตัวเองไว้บนกระดาษมุมซ้ายบนสุด แล้วลงมือจับคู่จดหมาย และเดินเอาจดหมายไปให้ผู้ควบคุมการทดลอง ผู้ควบคุมการทดลองจะตรวจดูจดหมายอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดท้ายว่ามีการจัดคู่มาอย่างถูกค้องจริงๆ และพูดคำว่า “อะฮะ” คว่ำหน้าจดหมายลง แล้วผู้ควบคุมการทดลองจะถามผู้เข้าร่วมการทดลองว่าอยากจะทำการจับคู่จดหมายอีกไหม แต่คราวนี้จะได้เงินน้อยลงคู่ละ 5 เซนต์นะ หรือว่าจะหยุดแล้วรับเงินเท่ากับงานที่ทำมาเลยก็ได้ ถ้าหากผู้เข้าร่วมการทดลองต้องการจะทำต่อ กระบวนการก็จะดำเนินต่อไป 

2. สภาวะที่สอง คือ สภาวะ “ignored” หรือ “ไม่สน” 

ในสภาวะการทดลองนี้ ผู้เข้าร่วมการทดลองไม่ต้องเขียนชื่อ

ตัวเองลงบนจดหมาย และตอนที่ยื่นจดหมายให้ผู้ควบคุมการทดลอง ผู้ควบคุมการทดลองจะไม่สนใจตรวจดูจดหมายเลย แต่จะวางคว่ำหน้าจดหมายไว้บนโต้ะแบบไม่ใส่ใจไยดี แล้วผู้ควบคุมการทดลองจะถามผู้เข้าร่วมวการทดลองว่าอยากจะทำการจับคู่จดหมายอีกไหม แต่คราวนี้จะได้เงินน้อยลงคู่ละ 5 เซนต์นะ

ถ้าเทียบกับสภาวะแรก พูดง่ายๆว่างานมันดูมีความหมายน้อยลงไป (less meaningful)

3. สภาวะที่สามคือ สภาวะ “shredded”  หรือ “ช่างแม่ง”

ผมขอเรียกแบบหยาบๆนิดนึงว่าเป็นสภาวะแบบ ”ช่างแม่ง” คือ ผู้เข้าร่วมการทดลองไม่ต้องเขียนชื่อตัวเองลงบนจดหมาย และ และตอนที่ยื่นจดหมายให้ผู้ควบคุมการทดลอง ผู้ควบคุมการทดลองจะไม่สนใจตรวจดูจดหมายเลย แต่จะใส่มันลงไปในเครื่องย่อยกระดาษที่อยู่ข้างๆ ตัวเขาทันที แล้วผู้ควบคุมการทดลองจะถามผู้เข้าร่วมวการทดลองว่าอยากจะทำการจับคู่จดหมายอีกไหม แต่คราวนี้จะได้เงินน้อยลงคู่ละ 5 เซนต์นะ

คุณคงคิดว่าตั้งแต่สภาวะแบบ “ไม่สน” เนี่ย ผู้เข้าร่วมทำการทดลองน่าจะมีแรงจูงใจทีจะโกงคือไม่ต้องจับคู่จดหมายก็ได้ และแรงจูงใจนี้น่าจะสูงมากขึ้นไปอีกในสภาวะแบบ “ช่างแม่ง” เพราะยังไงๆ ซะผู้ควบคุมการทดลองก็ไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องอยู่แล้ว ดังนั้นด้วยตรรกะนี้เราต้องคิดว่าคนที่อยู่ในการทดลองในสภาะวะ “ไม่สน” และ “ช่างแม่ง” ควรจะอยู่ในการทดลองนานขึ้นเมื่อเทียบกับสภาวะ ”รับรู้” เพื่อให้ได้เงินมากที่สุดใช่ไหม เพราะยังไงเงินก็ได้เห็นๆอยู่แล้วเพราะไม่มีใครตรวจไม่เหมือนกับสภาวะ “รับรู้” ที่มีคนตรวจตลอดเวลา

Advertisements

แต่ผลการทดลองมันออกมาเป็นแบบนั้นจริงไหม?


สิ่งที่ แดน อารีลีย์ ค้นพบ

ในสภาวะการทดลองแบบ “รับรู้” นั้น ผู้เข้าร่วมการทำลองทำงานไปจนราคาที่จ่ายเหลือเฉลี่ยประมาณ 15 เซนต์ ซึ่งเป็นราคาที่บอกว่าทำต่อก็ไม่คุ้มเวลาของเขาแล้ว 

ตรงกันข้ามในสภาวะแบบ “ช่างแม่ง” ผู้เข้าร่วมการทดลองหยุดทำงานเร็วกว่ามากที่ราคาเฉลี่ยประมาณ 29 เซนต์ ในขณะที่ในสภาวะแบบ “ไม่สน” ผู้เข้าร่วมการทดลองหยุดทำงานที่ราคาเฉลี่ยใกล้เคียงกันคือ 27.5 เซนต์

เรื่องนี้บอกเราได้ 2 อย่าง

1. ถ้าคุณต้องการที่จะทำลายกำลังใจคนที่ทำงานด้วย การทำแบบ “ไม่สน” หรือ “ช่างแม่ง” นั้นมีผลใกล้เคียงกัน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เปลืองแรงก็ทำแบบช่างแม่งไปเลยก็ได้ ไม่ค่อยมีอะไรต่างกันเท่าไร เพราะเมื่อขาดการรับรู้ถึงความสำคัญของงานที่ทำไปแล้ว คนทำงานก็ขาดแรงจูงใจที่จะทำงาน

2. เวลาคนได้รับการรับรู้ถึงการทำงานของเขา คนเรามักจะยินดีทำงานหนักขึ้นแม้อาจจะไม่ได้เงินเพิ่มขึ้นตามงานที่หนักขึ้นก็ตาม การรับรู้ถึงงานที่คนทำจึงเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ เป็นเหมือนของขวัญที่คนหนึ่งคนจะมอบให้อีกคนได้ แม้อาจจะเป็นเหมือนสิ่งเล็กน้อยแต่การทำอย่างต่อเนื่องมันจะสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ได้ การสร้างแรงจูงใจจึงไม่จำเป็นจะต้องใช้เงินแต่เพียงอย่างเดียว

แดน อารีลีย์ ยังทำการทดลองทำนองนี้อีกหลายอย่างและผลที่ออกมาก็คล้ายๆ กันเกือบหมด


หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง 

  1. แรงจูงใจ
  2. ผลตอบแทนหรือสิ่งแลกเปลี่ยนที่คิดว่าจะสร้างแรงจูงใจได้ 
  3. ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน

ถ้าจะให้ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากที่สุดเลยก็คือว่า อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้วจะทำให้เวลาคุณส่อีเมลครั้งต่อไป คุณจะระลึกได้ว่ามี “คน” จริงๆ ต้องเปิดอีเมลฉบับนี้อ่าน อยู่อีกข้างนึงของจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะอยู่ในดึกเดียวกันนี้หรืออีกฝากนึงของโลก เขาเหล่านั้นก็เป็น “คน” และถูกโน้มน้าว โดย อารมณ์ ความอ่อนไหว กิเลส ไม่ต่างจากเราเช่นกัน 

เป็นหนังสือแนวกึ่งจิตวิทยาที่อ่านง่ายสุดแล้วนะครับ สำหรับแฟนๆของ แดน อารีลีย์ ก็ควรจะต้องมีติดบ้านไว้ซักเล่ม

ใครยังไม่เคยอ่านหนังสือของ แดน อารีลีย์ เลย จะเริ่มที่เล่มนี้ก็ไม่เลวครับ 

Advertisements

Lastest

ฝึกความคิดสร้างสรรค์แบบนักเขียนมืออาชีพผ่านการฝึก “People-watching”

คำนิยามของ People-watching ก็แปลได้ตรงตัวง่ายๆ เลย คือการสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมานั่นเอง คนในวงการเขียนหลายคนใช้วิธีนี้ในการสร้างตัวละคร ฝึกบรรยาย ฝึกสังเกต และเป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้นเนื้อเรื่องใหม่ๆ

Wellington ความเชี่ยวชาญในการเฟ้นหาบริษัทชั้นนำที่เติบโตอย่างยั่งยืน | MM EP.1395

Wellington ความเชี่ยวชาญในการเฟ้นหาบริษัทชั้นนำที่เติบโตอย่างยั่งยืน “Wellington Management” บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลกอีกแห่งหนึ่ง มีกองทุนที่บริหารจัดการกว่า 3,700 กองทุน ซึ่งเป็นเงินของลูกค้ากว่า 2,200 ราย ในกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ด้วยทรัพย์สินภาพใต้การบริหารจัดการกว่า 1 ล้านล้านดอลล่าสหรัฐ .

Internship: Mission To The Moon Media เปิดรับสมัคร “นักศึกษาฝึกงาน” เสริมทัพรับภารกิจใหม่ ประจำปี 2022

“A new journey to the moon” การเดินทางครั้งใหม่ กับโครงการ Mission Intern (รุ่นที่ 6) ประจำปี 2022 เพื่อเฟ้นหานักศึกษาฝึกงาน ที่มี DNA เดียวกับเรา ในการก้าวสู่ภารกิจที่สนุกและท้าทาย! ตำแหน่งฝึกงานที่ Mission To The Moon Media...
Rawit Hanutsaha
CEO : Srichand United Dispensary Co.,Ltd. CEO & Co Founder : Mission to the Moon Media Author , Podcaster , Speaker , Guest Lecturer

Related Articles

รีวิวหนังสือ: Chasing Daylight

บทบันทึกของชายผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อ Eugene O’Kelly ที่จะเตือนคุณแรงๆ ว่าวันนี้คุณเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต

รีวิวหนังสือ: Make Time: How to Focus on What Matters Every Day

10 หลักคิดเรื่องวิธีบริหารจัดการเวลาเพื่อเพิ่มความ productive ให้กับชีวิตการทำงาน ที่น่าสนใจจากหนังสือ Make Time

รีวิวหนังสือ: ทุกอย่างในชีวิต เริ่มจากความคิดที่เป็นระเบียบ

เล่มนี้พูดถึงวิธีการจัดการความคิด วิธีใช้ชุดคำถาม Question Map และ Framework ในการเขียนแผนงานในแผ่นเดียว

รีวิวหนังสือ: 52 วิธีคิดให้ได้อย่างเฉียบคม และ 52 วิธีตัดสินใจไม่ให้พลาด

หนังสือทั้งสองเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ช่วยให้เราเข้าใจกระบวนการทำงานของสมองในการคิดมากยิ่งขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า