BOOK REVIEWรีวิวหนังสือ: ปัญญางาน จัดการตน | Managing Oneself

รีวิวหนังสือ: ปัญญางาน จัดการตน | Managing Oneself

มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • หนังสือเล่มนี้กล่าวว่าผู้ที่ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ล้วนแล้วแต่รู้จักวิธีการจัดการตนเองทั้งสิ้น ได้แก่
  • รู้จักจุดแข็งของตัวเอง แล้วมุ่งพัฒนาที่จุดแข็งนั้นแทน จะดีกว่าพัฒนาจุดอ่อนที่ทำได้ยากกว่า
  • รู้จักวิธีการทำงานของตัวเรา เราว่าเหมาะกับการเป็นนักอ่านหรือนักฟัง เรามีวิธีการเรียนรู้อย่างไร เราเหมาะกับทำงานร่วมกับผู้อื่นหรือทำงานคนเดียว และเราสร้างผลงานในฐานะคนตัดสินใจหรือฐานะที่ปรึกษา

ที่ช่วงนี้หายๆไปไม่ใช่อะไรนะครับ ไปแงะหนังสือ Principle อยู่ และนอกจากนั้นยังตกหลุมดำไปสามวันเพราะดันเปิดไปดู สเตรนเจอร์ ธิงส์ (Stranger Things) ในเน็ตฟลิกซ์ ใครยังไม่มีเวลาว่างๆอย่าเผลอไปกดดูนะครับ

วันนี้เลยรู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว ต้องอ่านหนังสืออะไรให้จบสักเล่ม เลยหยิบเล่มบางสุดมาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับตัวเอง หนังสือเล่มนี้อาจจะบางก็จริง แต่เนื้อหาแน่นมาก อ่านจบแล้วต้องบอกว่า หยิบมาอ่านได้ถูกจังหวะมาก เพราะจะมีอะไรดีไปกว่าของขวัญที่จะให้ตัวเองได้ในปีใหม่นี้ นอกจากการรู้จักตัวเองเพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่งครับ

ปัญญางาน จัดการตน | Managing Oneself เขียนโดย สุดยอดปรมาจารย์ด้านการจัดการอย่าง ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) ซึ่งชื่อนี้ไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอน

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกว่า 13 ประเทศ และเขียนหนังสือมาประมาณ 40 เล่ม

ก่อนอ่านหนังสือเล่มนี้ผมแนะนำอย่างหนึ่งครับว่าควรจะทำตัวเองให้มีสมาธิสูงสุด อย่างเช่นผมถ้าต้องการสมาธิสูงมากผมจะฟังเพลงในสปอติฟาย (Spotify) ที่มีเพลย์ลิสต์ชื่อ Perfect Concentration (สมาธิที่สมบูรณ์แบบ) เพราะหนังสือเล่มนี้ถ้าจะอ่านให้ดีต้องการพลังงานทางความคิดที่เข้มข้นมากครับ อ่านแล้วไม่คิดตามหรืออ่านชิลๆอาจจะเสียของได้

หนังสือเล่มนี้กล่าวว่า ผู้ประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ศิลปะ ดนตรี กีฬา การเมือง หรือธุรกิจ ล้วนแล้วแต่รู้จักวิธีการจัดการตนเองทั้งสิ้น

นี่คือสาเหตุที่ทำให้เราต้องเรียนรู้วิธีการจัดการตนเอง อันนี้ผมขอแบ่งหมวดหมู่ตามแบบของผมเลยละกันนะครับ

คำถามที่ 1: อะไรคือจุดแข็งของเรา? 

เพราะคนเรานั้นสร้างผลงานจากจุดแข็งเท่านั้น เราไม่สามารถสร้างผลงานจากจุดอ่อนทั้งหลายของเราได้เลย และหนทางเดียวในการค้นหาจุดแข็งของเราได้คือการวิเคราะห์ทบทวนตนเอง หรือที่เราเรียกว่า Feedback Analysis ซึ่งจะส่งผลสู่การนำไปปฏิบัติหลายประการอันได้แก่

1.1 การรวมพลังไปที่จุดแข็ง

คุณจะต้องวางตัวเองไปในตำแหน่งที่จะใช้จุดแข็งสร้างผลงานให้ได้ และการทบทวนตัวเองอยู่ตลอดจะทำให้เรารู้แน่ๆว่าอะไรคือจุดแข็งของเรากันแน่

1.2 การทุ่มเทพัฒนาจุดแข็งของคุณ

บทวิเคราะห์จะทำให้คุณเห็นอย่างรวดเร็วว่าจุดไหนที่คุณจำเป็นต้องพัฒนาทักษะ ทักษะไหนที่คุณจำเป็นต้องศึกษาเพิ่ม มันจะแสดงให้เห็นความรู้ของคุณที่ขาดหายไป อันเป็นความรู้ที่สามารถเติมเต็มได้ 

1.3 มันจะช่วยให้คุณพบความอหังการทางปัญญา 

อันนำไปสู่ อวิชชาและหาทางก้าวข้ามมันไปให้ได้

ทำไมเราควรมุ่งพัฒนาจุดแข็ง?

เพราะการพัฒนาจากจุดที่ไร้ความสามารถไปสู่จุดกึ่งดิบกึ่งดี จะใช้พลังงานมากกว่าการพัฒนาจากจุดที่เยี่ยมให้ไปสู้จุดที่ยอดเยี่ยม 

คำถามที่ 2: เรามีวิธีการทำงานอย่างไร 

น่าแปลกใจมากที่มีคนเพียงน้อยนิดรู้ว่าตนเองทำงานสำเร็จได้อย่างไร 

ความจริงแล้ว พวกเราส่วนใหญ่แทบไม่รู้ตัวเลยว่าเราต่างคนต่างมีวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน และมีคนจำนวนมากเกินไปที่ทำงานในวิถีที่ไม่ใช่วิธีของเขา นั่นแทบจะเป็นการยืนยันถึงงานอันไร้ผล 

คนเราทำงานสำเร็จได้ดีเพราะได้ทำในสิ่งที่ชอบฉันใด คนเราย้อมต้องการทำงานในวิธีการที่ตนเองถนัดด้วยฉันนั้น 

2.1 เราเป็นนักอ่านหรือนักฟัง?

ผมชอบเรื่องนี้มาก เพราะไม่เคยนึกถึงมุมนี้เลย เป็นการเขียนที่น่าสนใจมาก

สิ่งแรกที่ต้องรู้ก่อนคือ คุณเป็นนักอ่านหรือนักฟัง มีคนน้อยมากเหลือเกินที่รู้ว่าโลกนี้มีทั้งนักอ่านและนักฟัง และน้อยคนนักที่จะเป็นไปได้ทั้งสองประเภท

ตัวอย่างในหนังสือกล่าวถึง ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังสัมพันธมิตรภาคพื้นยุโรปซึ่งเป็นขวัญใจสื่อมวลชนและมีคะแนนนิยมสูงมาก ลีลาการแถลงข่าวของเขาสร้างชื่อเสียงกระฉ่อน 

แต่ภายหลังที่ไอเซนฮาวร์ได้รับการรับเลือกเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ กลับล้มเหลวกับสื่ออย่างสิ้นเชิง เขาได้รับการล้อเลียนเสมอว่าตอบคำถามได้แย่ ไม่ตรงประเด็น อีกทั้งกระท่อนกระแท่นและผิดไวยากรณ์ จนแทบจะต้องฉีกตำราภาษาอังกฤษทิ้ง

Advertisements

เกิดอะไรขึ้นกับ ดไวท์ ไอเซนฮาวร์?

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ บอกว่าเห็นได้ชัดว่า ไอเซนฮาวร์ ไม่รู้ตัวเองเป็นนักอ่านไม่ใช่นักฟัง

ตอนเป็นผู้บัญชาการทหาร ผู้ช่วยของเขาต้องแน่ใจว่าสื่อต่างๆจะส่งคำถามทุกคำถามเป็นลายลักษณ์อักษรให้ล่วงหน้าอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนการแถลงข่าวจะเริ่ม ซึ่งทำให้เขาสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี เขาดำรงตำแหน่งต่อจากสองนักฟังอย่าง แฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ และ แฮรรี่ ทรูแมน ทั้งสองรู้ดีว่าเป็นนักฟัง จึงสนุกกับการแถลงข่าวแบบเปิดรับทุกคำถาม

ไอเซนฮาวร์อาจรู้สึกว่าต้องทำเช่นเดียวกับประธานาธิบดีสองคนก่อนหน้า แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าเขาไม่เคยได้ยินคำถามที่นักข่าวถามเลย จึงตอบคำถามที่กลายเป็นหายนะมากๆ

แล้วประธานาธิบดีที่เป็นนักอ่านทำอย่างไร ?

จอห์น เอฟ. เคนนาดี้ คือประธานาธิบดีที่เป็นนักอ่าน เขาจะรวบรวมนักเขียนที่เฉียบแหลมมาเป็นผู้ช่วย และก่อนที่จะถกกันส่วนตัว นักเขียนเหล่านั้นต้องส่งร่างสุนทรพจน์มาให้เขาอ่าน

ปีเตอร์ ดรักเกอร์ สรุปว่า

มีนักฟังจำนวนน้อยมากที่จะถูกสร้างหรือสร้างตัวเองให้กลายเป็นนักอ่านที่มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกับที่มีนักอ่านน้อยมากที่ถูกสร้างหรือสร้างตนเองให้กลายเป็นนักฟังที่ดีได้ปีเตอร์ ดรักเกอร์

เราต้องกลับมานั่งถามตัวเองจริงๆจังๆเลยว่า ตกลงเราเป็นนักอ่านหรือนักฟังที่ดีกันแน่

ส่วนตัวผมแม้ว่าผมจะชอบอ่านหนังสือมาก แต่ถ้าวิเคราะห์ตัวเองดีๆผมคิดว่าผมเกิดมาเป็นนักฟังมากกว่าครับ

2.2 เราเรียนรู้อย่างไร?

ก่อนเราจะรู้ว่าเราจะสร้างสรรค์งานอย่างไร เราต้องรู้ก่อนว่าเราเรียนรู้อย่างไร? บุคคลผู้ประสบความสำเร็จหลายคนเลือกที่จะออกจากระบบการศึกษาปกติ เพราะว่าการเรียนรู้แบบนั้นไม่ใช่วิธีการของเขา และมันสร้างความน่าเบื่อให้กับเขา

เช่น นักเขียน เรียนรู้ได้ดีที่สุดด้วยการเขียน แต่โรงเรียนไม่อนุญาตให้เขาเรียนรู้ด้วยวิธีการนี้ ผลการเรียนก็ย่ำแย่ บทเรียนก็น่าเบื่อ โรงเรียนทุกแห่งวางแผนผ่านสมมติฐานที่ว่ามีวิธีการเรียนรู้ที่ถูกต้องเพียงวิธีการเดียวและเป็นวิธีที่เหมาะกับนักเรียนทุกคน

ความจริงแล้วอาจจะมีวิธีการเรียนรู้ไม่ต่ำกว่า 6 วิธี อย่าง เบโธเฟน เป็นตัวอย่างของการเรียนรู้ด้วยการจดบันทึก เขาทิ้งสมุดสเก็ตช์ไว้มากมาย แม้เขากล่าวว่า เขาไม่เคยเหลียวแลมันเลยเมื่อต้องประพันธ์เพลงจริงๆ

เมื่อถูกถาม ทำไมเขาต้องจดมันไว้ ตามบันทึก เขาตอบว่า

 “ถ้าผมไม่จดมันลงไปในทันที ผมก็จะลืมมันในทันทีเช่นกัน แต่ถ้าผมจดมันไว้ในสมุดสเก็ตช์ ผมจะไม่มีทางลืมมัน แม้ว่าผมจะไม่เคยได้กลับมาเปิดดูอีกเลย”

2.3 เราทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี?

ในการจัดการตนเองให้เกิดประสิทธิผล คุณจำเป็นต้องถามตนเองว่า ฉันทำงานกับผู้คนได้ดี หรือจะดีกว่าถ้าฉันทำงานคนเดียว บางคนทำงานได้ดีที่สุดในฐานะสมาชิกของกลุ่ม บางคนทำงานคนเดียวได้ดีที่สุด 

2.4 เราสร้างผลงานในฐานะคนตัดสินใจหรือในฐานะที่ปรึกษา?

ผู้ยิ่งใหญ่หลายคนทำงานได้ดีที่สุดในฐานะที่ปรึกษา แต่ไม่สามารถรับภาระและแรงกดดันจากการตัดสินใจได้ ในขณะที่หลายคนต้องการที่ปรึกษาซึ่งกดดันให้พวกเขาคิดให้ จึงจะตัดสินใจและลงมือปฏิบัติด้วยความรวดเร็วและมั่นใจ และเป็นไปอย่างกล้าหาญ

จริงๆยังมีอีกเยอะ ไปตามอ่านกันเอาเองนะครับ เป็นหนังสือที่เหมาะกับการไว้ใช้ทบทวนตัวเองมากๆครับ

สุดท้ายขอทิ้งไว้ด้วยคำพูดจาก ปีเตอร์ ดรักเกอร์ (Peter Drucker) ที่ว่า

วิธีที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคตคือ สร้างมันขึ้นมาปีเตอร์ ดรักเกอร์
Advertisements

Lastest

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? | 5M EP.1086

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? ‘ความกลัว’ มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวสัตว์อันตราย หรือบางคนกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
Rawit Hanutsaha
CEO : Srichand United Dispensary Co.,Ltd. CEO & Co Founder : Mission to the Moon Media Author , Podcaster , Speaker , Guest Lecturer

Related Articles

รีวิวหนังสือ: Chasing Daylight

บทบันทึกของชายผู้ยิ่งใหญ่ ชื่อ Eugene O’Kelly ที่จะเตือนคุณแรงๆ ว่าวันนี้คุณเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าว่าอะไรคือสิ่งสำคัญของชีวิต

รีวิวหนังสือ: Make Time: How to Focus on What Matters Every Day

10 หลักคิดเรื่องวิธีบริหารจัดการเวลาเพื่อเพิ่มความ productive ให้กับชีวิตการทำงาน ที่น่าสนใจจากหนังสือ Make Time

รีวิวหนังสือ: ทุกอย่างในชีวิต เริ่มจากความคิดที่เป็นระเบียบ

เล่มนี้พูดถึงวิธีการจัดการความคิด วิธีใช้ชุดคำถาม Question Map และ Framework ในการเขียนแผนงานในแผ่นเดียว

รีวิวหนังสือ: 52 วิธีคิดให้ได้อย่างเฉียบคม และ 52 วิธีตัดสินใจไม่ให้พลาด

หนังสือทั้งสองเล่มนี้ เป็นหนังสือที่ช่วยให้เราเข้าใจกระบวนการทำงานของสมองในการคิดมากยิ่งขึ้น

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า