รีวิวหนังสือ: Make Time: How to Focus on What Matters Every Day

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือบริหารจัดการเวลาที่ต้องบอกว่าห้ามพลาดครับ

Make Time: How to Focus on What Matters Every Day เขียนโดย Jake Knapp และ John Zeratsky เคยทำงานที่ Google ทั้งคู่

ตัว Jake เองนั้นยังเป็นคนที่ร่วมทำ design sprint อันโด่งดังของ Google Venture ด้วยครับ

ทั้งสองเป็นคนที่ยุ่งมากๆ จนกระทั่งต้องหาวิธีการบริหารจัดการเวลาในแบบของตัวเอง ซึ่งผมขอเขียนบางส่วนที่ผมชอบจากหนังสือเล่มนี้นะครับ

1. มีสิ่งที่สำคัญที่สุดของวันแค่อย่างเดียว:
เคยได้ยินคำพูดที่ว่าถ้าทุกอย่างสำคัญก็ไม่มีอะไรสำคัญเลยใช่ไหมครับ มันประมาณนั้นเลยครับ ดังนั้นเราต้องคิดให้ได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของวันนี้คืออะไร และคุณต้องล็อคเวลาสำหรับทำมันให้ได้

2. Wilpower อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ:
คนเรามี willpower (พลังที่จะควบคุมตัวเองให้ทำบางสิ่ง) จำกัดมากครับ ถ้าเราจะหวังพึ่งมันทุกวันทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็นอันนี้คงไม่ไหวจริงๆ ดังนั้นมันจึงต้องมีเทคนิคอื่นเข้ามาช่วยครับ เรื่องง่ายๆ ก็อย่างเช่น การลบแอพ social media ในมือถือทิ้งให้หมดและค่อยไปเล่นตอนคุณกลับไปบ้านแล้วเปิดคอม เล่นเอา แบบนี้ก็ช่วยมากครับ เพราะการห้ามไม่ให้หยิบมืิอถือมาเล่นทั้งๆ ที่มันมี Facebook อยู่นั้นมันยากมากครับ

ส่วนตัวผมลองวิธีนี้แล้ว work มากครับ คือ การจับ sceen time (เวลาที่ใช้กับหน้าจอมือถือ) ในมือถือ สมัยก่อนผมใช้มือถือวันละเกือบ 5 ชั่วโมง ตอนนี้ลดลงประมาณครึ่งนึงครับ​ (ผมยังเก็บ LIne และ Mail ไว้) เอาจริงๆ รู้สึกไม่ได้ตกข่าวอะไรนะครับ อาจจะมีนิดหน่อยตอนแรกๆ แต่แป๊ปเดียวก็ชินครับ

3. อะไรที่เป็นงานจิปาถะให้ทำทีเดียว:
มีงานวิจัยว่าการเช็ค email ทีเดียว หรือที่เราเรียกว่าการทำเป็น batch นั้นสามารถลดเวลาการเช็คเมลล์ได้ถึง 20% เลยทีเดียว ซึ่งการเช็ค social media ก็เช่นกันครับ

ส่วนตัวไปลองทำแบบนี้แล้วชอบมาก อะไรที่เป็นงานง่ายๆ แต่เราต้องทำทุกวัน การรวบมาทำรวดเดียวนั้นประหยัดเวลาโดยรวมกว่ามากครับ

4. อย่าโลภ:
หนึ่งในสิ่งที่เราชอบทำคือการใส่ของเข้าไปใน to-do-list เยอะเกินไป แล้วก็ทำไม่เสร็จ เท่านั้นไม่พอพรุ่งนี้ของใหม่มาอีก แล้วก็ทำไม่เสร็จอีกเป็นติดพอกหางหมูไปเรื่อยๆ จนวันนึงเรารู้สึกเหมือนหนูถีบจักรที่คอยขัดคอยฆ่า to-do-list เพียงเพื่อจะพบว่าเดี๋ยวมันก็งอกออกมาเยอะกว่าเดิมอีก

วิธีการที่จะออกจากวงจรนี้คืออย่าโลภ และใส่ to-do-list แต่เพียงพอดีครับ

5. ระวังเรื่องการตอบสนองความต้องการของคนอื่นที่เยอะเกินไป:
ในโลกออนไลน์นั้นใครๆ ก็สามารถติดต่อคุณได้ครับ แต่สิ่งสำคัญคือคุณไม่จำเป็นต้องตอบ “ทันที” มีคนไลน์มาหาคุณ ยังไม่ต้องตอบก็ได้ครับ มีคนส่ง Facebook messenger มาหาคุณ ยังไม่ต้องรีบตอบครับ 

เอาจริงๆ โฟกัสกับงานก่อนครับ เดี๋ยวมีอะไรด่วนเขาโทรมาเองครับ

6. อาหารสำคัญ: อันนี้ผมลองเองเลย ช่วงนี้ผมปรับอาหารให้คลีนขึ้นและลดแป้ง ลดน้ำตาล พบว่าพลังตอนบ่ายไม่ตก และสามารถโฟกัสกับงานได้มากขึ้น ในหนังสือบอกว่าเวลาจัดจานอาหารให้จัดเหมือน Central Park ที่นิวยอร์คครับ ซึ่งมันเห็นภาพมากเพราะใน นิวยอร์คที่มีตึกเต็มไปหมดจะมีสวน Central Park ใหญ่มากอยู่ตรงกลาง

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com

เราเองก็ควรกินพักเยอะๆ เหมือนกับ Central Park นี่แหละครับ อาหารมื้อถัดไปให้นึกแบบนี้ไว้นะครับ

7. ทำ-พัก-ทำ: การทำงานยาวๆ ติดกัน 3-4 ชั่วโมงนั้นทำให้เราล้าเกินไปและ productivity ของเราจะลดลงโดยเราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นการทำงานต้องพักครับ 

แต่ก็ควรพักอย่างเป็นระบบด้วย คือ

  1. เลือกเวลาที่เหมาะสมกับเรา : บางคนถนัด promodoro คือทำงาน 25 นาที พัก 5 นาที บางคน ถนัด 52/17 คือทำ 52 นาที พัก 17 นาที โดยประมาณ ไม่ว่าคุณจะถนัดแนวไหนคุณควรจะวางแผนอย่างเป็นระบบให้เหมาะสมกับตัวเราครับ
  2. พักจริงๆ : การพักที่ไม่ดีเลยคือพักแล้วไปเล่นมือถือหรือเล่นเว็บครับ เวลาพักควรหยุดจับอุปกรณ์ electronics ทั้งหลายครับ ทางที่ดีที่สุดที่ควรทำคือ วางมือถือแล้วลุกขึ้นเดินไปเดินมาครับ

8. ออกกำลังกาย: การออกกำลังกายไม่ต้องหักโหม แต่ควรทำอย่างสม่ำเสมอครับ เอาจริงๆ สละเวลาเล่นมือถือมาซักครึ่งชั่วโมงก็พอแล้วครับ การออกกำลังกายนั้นส่งผลต่อความเร็วและการโฟกัสในการทำงานสุดๆ ครับ อันนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวเลยครับ

9. กาแฟ: ถ้าคุณเป็นคนที่ดื่มกาแฟคุณควรทดลองครับว่า การดื่มแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด และเมื่อไรด้วย อย่างตอนนี้ผมพบแล้วว่าการดื่มกาแฟสำหรับตัวผมนั้นเหมาะที่สุดคือตอนหลังตื่นนอน 30 นาที และประมาณ 10 โมงอีกแก้วนึง แค่นี้พอแล้ว การดื่มเยอะกว่านี้จะทำให้ผม productive น้อยลง และจะทำให้นอนไม่หลับเอา

10. เขียน: การบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แล้วลองดูว่าเราคิดว่าจะปรับปรุงอะไรดี เป็นเรื่องที่ถ้าเราทำและจะ productive ขึ้นมากครับ สิ่งที่ผมพบกับตัวเอง คือ การเขียนนั้นไม่เหมือนกับการแค่นึกๆ เอานะครับ การเขียนทำให้เราเข้าใจและนำไปใช้ได้ง่ายกว่าจริงๆ ครับ

จริงๆ ในหนังสือมีอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจครับ แต่ว่าสิบข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาที่ผมคิดว่าชอบและน่าสนใจครับ

ผมเชื่อเสมอครับว่าการทำงานที่มี productivity นั้นไม่ต้องงานเวลาเยอะ แต่ต้องได้คุณค่าเยอะ ถ้าคุณเชื่อเรื่องนี้เหมือนกัน หนังสือเล่มนี้เป็นอีกเล่มที่ไม่ควรพลาดครับ ^^