6 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่อดีตเกือบพัง ปัจจุบันปังมาก!

169
สำหรับหลายๆ บริษัท ที่สามารถผลักดันตัวเองจนประสบความสำเร็จ ก็ต้องเคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก หรือความล้มเหลวมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางการเงิน คดีความ หรือแม้แต่กับลูกค้าของพวกเขาเอง
 
เราจึงอยากพาคุณไปทำความรู้จักกับ 6 บริษัทยักษ์ใหญ่ที่กว่าจะ “ปัง” แบบทุกวันนี้ได้ก็ “เกือบพัง” มาก่อน
 
1. Apple
บริษัท Apple ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 โดย Steve Jobs กับเพื่อนของเขาชื่อ Steve Wozniak แต่ต่อมาในปี 1985 เขาก็ถูกคณะกรรมการบริษัทกดดันให้ลาออก
 
Jobs จึงได้ตั้งบริษัทซอฟต์แวร์ขึ้นมาใหม่ในชื่อ NeXT ซึ่งในระหว่างนั้นบริษัท Apple ก็ดูจะย่ำแย่ลงเรื่อยๆ จากทั้งปัญหาภายในและภายนอก โดยเฉพาะการไม่เข้าใจความต้องการหลักของลูกค้า Apple จึงต้องไปขอให้ Jobs กลับมาบริหารบริษัทอีกครั้ง และได้ซื้อบริษัท NeXT ในปี 1997
 
โดย Jobs ได้ปรับรื้อโครงสร้างใหม่ด้วยการตัด 70 เปอร์เซ็นต์ ของสายการผลิต และในงาน Macworld Expo ปีเดียวกันนี้ เขาสร้างความตกตะลึงให้กับโลกเทคโนโลยีด้วยการประกาศเป็นพันธมิตรกับคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Microsoft โดยเฉพาะเมื่อเขาบอกว่า Microsoft จะลงทุนใน Apple เป็นเงิน 150 ล้านดอลลาร์แลกกับหุ้นประเภทไม่มีสิทธิ์ออกเสียง
 
ซึ่งเขาเคยกล่าวไว้ว่า “หากเราต้องการก้าวไปข้างหน้า และเห็น Apple กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง เราต้องยอมละทิ้งบางอย่าง โดยต้องทิ้งทัศนคติที่ว่า Apple ต้องชนะ Microsoft ต้องแพ้”
และตลอดการเดินทางจนมาถึงปี 2020 Apple ได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับการเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันแห่งแรกที่มีมูลค่าบริษัทตามราคาตลาด (Market Cap) มากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ
 
2. Google
บริษัทที่ก่อตั้งโดย Larry Page และ Sergey Brin ซึ่งเริ่มมาจากแนวคิดของ Page ที่ว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 เครื่องมือค้นหาข้อมูลยังมีไม่มากนัก จึงอยากจะทำเว็บไซต์ขึ้นมาเอง
 
ภายใต้ชื่อ Backrub ที่ไม่ได้มีความหมายเกี่ยวข้องอะไรกับการนวดหลังเพื่อผ่อนคลาย แต่หมายถึงระบบสืบค้นและจัดอันดับหน้าโดย Backlinks ซึ่งเป็นลิงก์ภายนอกจากเว็บไซต์อื่น
 
เมื่อเว็บมีขนาดใหญ่ขึ้น พวกเขาจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Google และเผยแพร่บนเว็บไซต์ Stanford ในปี 1996 ทำให้ไม่กี่ปีหลังจากนั้น Google เริ่มเติบโตเป็นบริษัทอย่างแท้จริง
 
แต่ดูเหมือนแทบจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก เนื่องจาก Yahoo ยังคงเป็นเครื่องมือค้นหาที่โดดเด่นในช่วงเวลานั้น อีกทั้งการที่ Google พยายามเสนอขายหุ้น IPO แบบ Dutch Auction ทำให้หลายคนไม่แน่ใจว่าเครื่องมือค้นหาข้อมูลนี้จะทำเงินได้จริงๆ
 
แต่ปัจจุบันนี้ Google พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าคนเหล่านั้นคิดผิด เพราะเขาพยายามทำตั้งแต่ Google Wave, Google Buzz, Google Video, Google Radio Ads และอื่นๆ อีกมากมาย จน Alphabet บริษัทแม่ของ Google กลายเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีลำดับที่ 4 ที่มีมูลค่ากิจการตามราคาหุ้น (Market Cap) สูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์
 
3. Tesla
เมื่อพูดถึงแบรนด์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หลายคนคงจะนึกถึง Tesla ที่ล่าสุดสามารถก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดในโลกสำเร็จ
 
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ก็เกือบพังมาก่อน เพราะหากย้อนกลับไปในปี 2008 วิกฤตสินเชื่อซับไพรม์ ทำให้ Tesla ต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางการเงินที่เข้าขั้นเลวร้ายที่สุด เพราะตอนนั้นบริษัทเหลือเงินเพียงน้อยนิด ซึ่งอาจทำให้ต้องล้มละลายในระยะเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้น
 
จน Elon Musk ผู้ร่วมก่อตั้ง Tesla ต้องนำเงินส่วนตัวทั้งหมดมาใช้กับบริษัท และยังโชคดีที่หลังจากนั้นเขาได้รับเงินกู้จำนวน 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาต่อลมหายใจอีกครั้ง ไม่เช่นนั้นเราอาจไม่ได้เห็นชื่อ Tesla อยู่บน Ranking นี้
 
และไม่นานมานี้ Elon Musk ก็ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเงินของ Tesla ในทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาว่า ในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา Tesla ประสบกับปัญหาในกระบวนการผลิต และการขนส่ง ในขณะที่ต้องเร่งกำลังการผลิตรถยนต์ Tesla Model 3 ทำให้ต้องตกอยู่ภายใต้สถานการณ์เกือบจะล้มละลายอีกครั้งด้วย
 
4. Airbnb
Airbnb (แอร์บีเอ็นบี) สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นที่มีมูลค่าบริษัทเกิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐในระยะเวลาไม่กี่ปี กับโมเดลธุรกิจแบ่งปันที่พัก (Home Sharing)
 
แต่รู้หรือไม่ว่า Airbnb ก็เคยเกือบล้มละลายจากการมีรายได้เพียง 200 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์มาแล้ว ซึ่งหนึ่งในสาเหตุหลัก มาจากรูปถ่ายห้องที่ไม่สวย ดูแล้วไม่น่าเข้าพัก รวมไปถึงชื่อเว็บไซต์ที่ยาวไป
 
ทีม Airbnb จึงตระเวนไปตามบ้านต่างๆ ในนิวยอร์กที่มาลงห้องว่างให้เช่ากับทางเว็บเพื่อขอถ่ายรูปใหม่ และเปลี่ยนชื่อเว็บจาก airbedandbreakfast.com
 
มาเป็น Airbnb.com
 
5. Bell Telephone Company
บริษัทที่ดำเนินการติดตั้งสายโทรศัพท์ ที่นำโดย Alexander Graham Bell ผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรจากการประดิษฐ์โทรศัพท์เครื่องแรก ในยุคที่คนยังตั้งข้อสงสัยว่าโทรศัพท์จะสามารถมาแทนที่โทรเลขได้จริงหรือ
 
โดยช่วงเวลาหนึ่งเขาต้องเผชิญกับปัญหาทางการเงินอย่างหนัก จากการถูกฟ้องร้องในสิทธิบัตรดังกล่าว โดย Western Union บริษัทที่ดำเนินกิจการเกี่ยวกับโทรเลข ตลอดหลายทศวรรษ แม้ในท้ายที่สุดศาลจะตัดสินให้เขาชนะคดีก็ตาม
 
6. Disney
หากใครเคยอ่านประวัติของ Walt Disney จะรู้ว่าเขาเคยถูกไล่ออกจากงานเพราะ “ไม่มีความคิดสร้างสรรค์พอ”
 
อีกทั้งยังเคยร่วมมือกับพี่ชายในการก่อตั้ง Laugh-O-Gram Studio ในปี 1921 และล้มละลายอย่างรวดเร็วจากการถูกโกงเงิน ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุเพียง 22 ปี
 
ซึ่งในระหว่างนั้นก็ได้พัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ จนเมื่อเล็งเห็นช่องทางการแข่งขัน ด้านแอนิเมชัน เขาจึงตัดสินใจก่อตั้ง The Walt Disney Company ขึ้นมา
 
และทุกวันนี้ดิสนีย์ก็กลายเป็นธุรกิจที่สร้างความบันเทิงขนาดใหญ่ของโลกไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์หรือสวนสนุกตามเมืองต่างๆ
 
อีกทั้ง Walt Disney ยังถือเป็นบุคคลที่ได้รับรางวัลออสการ์มากที่สุดในโลกจำนวน 22 รางวัลจากการเสนอชื่อทั้งหมด 59 ครั้ง
 
สุดท้ายสิ่งหนึ่งที่หลายคนน่าจะได้เรียนรู้จาก 6 บริษัทที่เรากล่าวไป ก็คือ ไม่มีใครไม่เคยล้มเหลว แต่ความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและโชคชะตานี่ล่ะ จะเป็นสิ่งสำคัญที่ผลักดันให้ก้าวเดินไปสู่เส้นทางความสำเร็จ
 
อ้างอิง :https://bit.ly/353heF8