13 ข้อที่คนเข้มแข็งไม่ทำกัน

รูปภาพจาก Number 24 x Shutterstock.com
มีเวลาไม่เยอะอยากอ่านสั้นๆ
  • ความเข้มแข็งของจิตใจไม่ได้มาจากสิ่งที่เราทำ แต่มาจากสิ่งที่เราไม่ทำต่างหาก
  • คนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะไม่มอบอำนาจการจัดการชีวิตของเขาให้กับคนอื่นอย่างเด็ดขาด
  • คนที่เข้มแข็งนั้นไม่กลัวความเสี่ยงที่ถูกคำนวณไว้แล้ว และไม่โฟกัสกับสิ่งที่พวกเขาคุมไม่ได้
  • คนที่เข้มแข็งจะไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลวง่าย ๆ (อีก 9 ข้ออ่านได้ในบทความครับ ^_^)

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกเหนื่อยๆ ดาวน์ๆ จากเรื่องงาน ระหว่างที่คิดอะไรไม่ออก เลยลองไปเปิดดูบทความเก่าๆ ที่เซฟไว้ จนไปเจอบทความหนึ่งจาก Business Insider ชื่อ 13 Things Mentally Strong People Don’t Do ซึ่งผมเข้าใจว่าเนื้อหาเอามาจากหนังสือหนังสือชื่อเดียวกันนี้ของ เอมี่ มอร์ริน (Amy Morin)

โดยบทความนี้กล่าวว่า ความเข้มแข็งของจิตใจนั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากสิ่งที่เราทำ แต่มาจากสิ่งที่เรา “ไม่ทำ” ต่างหาก และ เอมี่ มอร์ริน บอกว่านี่คือ 13 ข้อของสิ่งที่คนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะไม่ทำกันครับ ลองมาอ่านกันดูนะครับว่าตรงกับสิ่งที่ท่านคิดไหม

1. คนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะไม่เสียเวลามารู้สึกเศร้าหรือเวทนาเรื่องของตัวเอง

เพราะมันเป็นการทำลายตัวเองอย่างหนึ่ง มันทั้งเสียเวลา ทำให้เกิดอารมณ์เชิงลบ และยังทำลายความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นอีกด้วย หลักการในการต่อสู้กับความเวทนาในเรื่องตัวเองคือ ให้เห็นคุณค่าของสิ่งดี ๆ ที่เรายังมีอยู่

2. คนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะไม่ยอมมอบอำนาจการจัดการชีวิตของเขาให้กับคนอื่นอย่างเด็ดขาด 

ไม่ว่าเรื่องอะไรจะเกิดขึ้น พวกเขาจะยืนหยัดต่อสู้ในเป้าหมายของพวกเขาและทำงานหนักเพื่อให้ได้มันมา

ลองอ่านเรื่องนี้ดูกันนะครับ

ที่ รัฐ มิสซิสซิปปี (Mississippi) ปี 1954 เวอร์นิต้า ลี (Vernita Lee) พนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งได้ให้กำเนิดบุตรสาว โดยพ่อของเด็กไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว หลังคลอดไม่นาน เธอก็เดินทางไปเมืองอื่นโดยทิ้งหนูน้อยไว้กับยายและญาติๆ ด้วยความยากจนหนูน้อยคนนี้ต้องใส่เสื้อผ้าที่ทำจากกระสอบมันฝรั่งจนโดนเด็กคนอื่นๆ ล้อเลียนอยู่เป็นประจำ

ชีวิตในวัยเด็กของเธอยากลำบากมาก แถมยังเคราะห์ร้ายต้องมาอยู่ในครอบครัวที่ศีลธรรมต่ำเตี้ย เธอโดนญาติ ๆ ของแม่ข่มขืนตั้งแต่ 9 ขวบ ผลจากการข่มขืนอันยาวนานทำให้เธอตั้งครรภ์ตอนอายุ 14 ลูกชายของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังเป็นทารก

หลังจากนั้นเธอตัดสินใจย้ายไปอยู่กับพ่อของเธอที่ แนชวิลล์ (Nashville) แม้พ่อของเธอจะเป็นคนที่ดุและเข้มงวดมาก แต่เขาก็สนับสนุนให้เธอได้เรียนหนังสือ เขาเคี่ยวเข็ญเรื่องการเรียนกับเธอมาก จนในที่สุด เธอก็ได้ทุนการศึกษาเพื่อเข้าเรียนที่ มหาวิทยาลัยเทนเนสซี่ (Tennessee State University) เธอเลือกที่จะเรียนนิเทศศาสตร์เพราะเป็นสายงานที่เธออยากยึดเป็นอาชีพ เธอพยายามหางานในวงการข่าวและทำหลายอย่างตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ 

เธอย้ายมาทำงานที่บัลติมอร์เป็นผู้ประกาศข่าวให้กับสำนักข่าวท้องถิ่นแห่งหนึ่ง แต่ทำได้ไม่นานก็โดนไล่ออก โดยโปรดิวเซอร์ให้เหตุผลว่า เธอไม่สามารถแยกอารมณ์ส่วนตัวออกจากเนื้อหาของข่าวได้ เพราะเธอดันไปร้องไห้ตอนอ่านข่าวเรื่องโศกนาฎกรรมข่าวหนึ่ง

เธอย้ายที่อยู่อีกครั้ง คราวนี้มาที่ชิคาโก โดยมาทำงานทอล์คโชว์รายการเล็กๆ ที่เรตติ้งอยู่ท้ายตาราง เพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่เธอมา รายการนี้ก้าวมาเป็นรายการทอล์คโชว์อันดับหนึ่งของชิคาโก

ในช่วงแรก ๆ รายการของเธอเป็นรายการซุบซิบทั่วไป แต่ว่าในช่วงกลางยุค 90 เธอก็ปรับรายการครั้งใหญ่ให้มาเป็นรายการที่มุ่งจะพัฒนาผู้ชมในแง่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรัก สุขภาพ หน้าที่การงาน และจิตวิญญาณ เหมือนเป็นหนังสือพัฒนาตัวเอง แต่อยู่ในรูปแบบของรายการทีวี แม้ในตอนแรกเรตติ้งจะตกลงไปบ้าง เพราะคนชอบข่าวแบบซุบซิบมากกว่า แต่ด้วยคุณภาพรายการของเธอทำให้เรตติ้งกลับมาอย่างรวดเร็ว และคราวนี้รายการของเธอสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง

เธอมีอิทธิพลกับบรรดาแฟน ๆ ของเธออย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น หากเธอแนะนำหนังสือเล่มไหนก็ตาม หนังสือนั้นเล่มจะขึ้น Best Seller อันดับหนึ่งของประเทศในอีกไม่กี่วันถัดมาทันที หรือตอนที่เธอออกมาสนับสนุน บารัค โอบามา (Barack Obama) ในการลงเลือกตั้งประธานาธิบดี ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์กันว่าเธอทำให้เขาได้คะแนนเสียงมาอีกกว่า 1 ล้านเสียง

เธอยังเป็นตัวตั้งตัวตีคนสำคัญในการหาเงินเพื่อช่วยเหลือเด็กให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษา โดยโครงการของเธอสามารถหาเงินเพื่อการกุศลได้มากถึง 300 ล้านเหรียญ 

ทอล์คโชว์ของเธอออกอากาสยาวนานถึง 26 ปี (1986 – 2011) และช่วยสร้างกำลังใจให้คนเป็นล้าน ๆ คน

ทอร์คโชว์ ที่ว่านี้ชื่อ Oprah Winfrey Show

เด็กน้อยที่มีชีวิตอันยากลำบากคนนี้ชื่อ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) ซึ่งได้กลายมาเป็นสุภาพสตรีที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลกโดยการจัดอันดับของนิตยสาร Time 

เธอได้รับเหรียญ Presidental Medal of Freedom ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดที่พลเรือนอเมริกันจะสามารถมีได้ เป็นผลจากการช่วยเหลือคนมากมายผ่านรายการของเธอ เธอได้รับการจัดอันดับจาก Forbes ว่าเป็น Richest self-made women billionaire in America (ผู้หญิงมหาเศรษฐี ที่ร่ำรวยขึ้นมาจากการสร้างเนื้อสร้างตัว ด้วยตัวเอง)

ปัจจุบันเธอมีทรัพย์สินมูลค่าราว 100,000 ล้านบาท

เมื่อนักข่าวไปถามถึงบทเรียนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเธอ เธอตอบสั้นๆ แต่ทรงพลังว่า
“Turn your wounds into wisdom” แปลเป็นไทยว่า

เปลี่ยนบาดแผลให้เป็นปัญญาโอปราห์ วินฟรีย์

โอปราห์ วินฟรีย์ คือ ตัวอย่างของคนที่ไม่ยอมมอบอำนาจการจัดการชีวิตให้กับใคร ไม่ว่าจะเจอเรื่องแย่ๆ แค่ไหนก็ตาม

3. คนที่มีจิตใจเข้มแข็งสามารถยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ 

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่น่ากลัวเสมอ แต่ยิ่งรอนานเท่าไรมันยิ่งยากขึ้นเท่านั้น

4. คนที่มีจิตใจเข้มแข็งจะไม่โฟกัสกับสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ 

เพราะมันไม่มีประโชน์อะไรในการพยายามควบคุมในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้คนเหล่านี้จึงเลือกที่จะเอาโฟกัสออกจากสิ่งที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ดีกว่า

5. คนที่มีจิตใจเข้มแข็งไม่พยายามที่จะเอาใจทุกคน

มันมีหลายครั้งที่เราอาจจะตัดสินตัวเองโดยการวัดว่าคนอื่นคิดกับเราอย่างไร ซึ่งบางทีเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับการทำให้จิตใจของเราเข้มแข็ง การพยายามเอาใจทุกคนนั้นทั้งเสียเวลา เสียพลังใจ อีกทั้งยังทำให้ถูกชักจูงได้ง่าย และในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครหรอกที่สามารถเอาใจทุกคนได้

การที่ไม่ต้องเอาใจทุกคนตลอดเวลาทำให้ตัวเราเองเข้มแข็งขึ้นและมั่นใจขึ้นด้วย

6. คนที่เข้มแข็งไม่กลัวความเสี่ยงที่ถูกคิดคำนวณไว้แล้ว

ขึ้นชื่อว่าความเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงิน เรื่องงาน เรื่องอารมณ์ เรื่องสังคม ฯลฯ จริง ๆ ก็คงไม่มีใครชอบสักเท่าไร แต่กุญแจสำคัญของการบริหารจัดการความเสี่ยงคือ “ความรู้” หากเรารู้จักวิเคราะห์และเข้าใจความเสี่ยงแล้ว ความน่ากลัวของมันก็จะลดลง

คำถามที่ควรตั้งเมื่อเจอความเสี่ยงก็ เช่น

  • ถ้าเสีย จะเสียเท่าไร
  • ถ้าได้ จะได้เท่าไร
  • การที่จะสำเร็จได้ต้องการปัจจัยอะไรบ้าง
  • เรามีทางเลือกอะไรบ้าง
  • ถ้าหากสถานการณ์ที่ดีที่สุดเกิดขึ้น (best case scenario) เราจะได้รับอะไรจากเรื่องนี้บ้าง
  • ถ้าหากสถานกาณณ์ที่แย่ที่สุดเกิดขึ้น (worst case scenario) เราจะเจออะไรจากเรื่องนี้บ้าง และเราจะลดความเสี่ยงในการเกิด worst case scenario ได้อย่างไร 
  • การตัดสินใจครั้งนี้ของเราจะมีความสำคัญแค่ไหนในอีก 5 ปีข้างหน้า 
  • ถ้าไม่ได้ทำเรื่องนี้จะเสียใจมากไหม

7. คนเข้มแข็งจะไม่มัวแต่มาครุ่นคิดเรื่องอดีต 

เพราะอดีตก็คืออดีต มันผ่านมาแล้วทำอะไรไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดคือ การโฟกัสไปกับปัจจุบันและอนาคต มีคำพูดติดปากของแม่ผมคำหนึ่งที่ผมได้ยินตั้งแต่เด็กๆ คือ “don’t cry over spilt milk” อย่าร้องไห้เพราะนมหก ซึ่งความหมายก็ตรงตัวเลยครับ คือไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะไปเสียใจกับเรื่องที่ผ่านไปแล้ว

ประโยชน์เพียงสิ่งเดียวที่ได้จากการคิดถึงอดีตคือ การคิดเพื่อเรียนรู้จากบทเรียนเรื่องความผิดพลาด แต่จะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าคิดแล้วเรามัวไปจมอยู่กับอารมณ์เศร้าหมอง

8. คนเข้มแข็งจะไม่ทำความผิดเดิมซ้ำไปซ้ำมาอีก

ข้อนี้สำคัญมาก พวกเขาจะเข้มแข็งพอที่จะยอมรับว่า นี่คือความผิดของตัวเองโดยไม่ไปโยนให้คนอื่น เมื่อยอมรับความผิดได้แล้ว กระบวนการเรียนรู้จากความผิดพลาดก็จะเกิดขึ้น เมื่อเกิดการเรียนรู้ขึ้น ก็จะไม่ไปทำผิดซ้ำ ๆ แบบเดิมอีก

9. คนเข้มแข็งจะไม่อิจฉาความสำเร็จของคนอื่น

เพราะความอิจฉาเป็นพลังด้านลบที่ซ่อนรอวันปะทุ การเอาใจของเราโฟกัสกับความสำเร็จของคนอื่นทำให้เสียโฟกัสกับการสร้างความสำเร็จของเราเอง

10. คนเข้มแข็งจะไม่ยอมแพ้ต่อความล้มเหลวง่ายๆ

เพราะความสำเร็จไม่ได้ ได้มาในทันที เส้นทางแห่งความสำเร็จมักปูด้วยความล้มเหลวเสมอ คนที่สำเร็จมากมายบนโลกนี้ต่างเจอกับความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วนทั้งสิ้น

ไมเคิล จอร์แดน (Michael Jordan) ก่อนจะมาเป็นนักบาสเก็ตบอลระดับตำนานของโลก เคยถูกคัดออกจากทีมบาสเก็ตบอลสมัยเรียนมัธยมมาแล้ว

เดอะบีเทิลส์ (The Beatles) ก่อนจะมาเป็นวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เคยถูกปฏิเสธจากค่ายเพลง Decca Records และถูกปรามาสว่าวงนี้ไม่มีอนาคตในวงการบันเทิง

สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) ก่อนจะมาเป็น CEO ของ แอปเปิล (Apple) ที่เป็นแบรนด์ดีที่สุดของโลกอย่างในวันนี้ เคยถูกไล่ออกจากบริษัทที่ตัวเองตั้งขึ้นมาตอนอายุ 30

วอลต์ ดิสนีย์ (Walt Disney) ก่อนจะมาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Walt Disney Co. ผู้สร้างตัวการ์ตูนและสวนสนุกที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างแรงบันดาลใจและความฝันให้กับเด็ก ๆ ทั่วโลก เคยโดนไล่ออกจากสำนักพิมพ์ ด้วยเหตุผลว่า “ขาดความคิดสร้างสรรค์” และ “ไม่มีไอเดียเป็นของตัวเอง”

เอ็มมิเน็ม (Eminem) ก่อนจะมาเป็นนักร้องเพลงแรปผิวขาวชื่อดังที่สุดคนหนึ่งของโลก เป็นเด็กยากจนที่เรียนไม่จบมัธยม มีปัญหาติดยาเสพติด และเคยพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ

และมีตัวอย่างอีกมากมายนับไปถ้วน

การลุกขึ้นมายืนได้หลังจากล้มไปแล้ว จึงเป็นลักษณะสำคัญของผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็ง

11. คนที่จิตใจเข้มแข็งไม่กลัวการอยู่คนเดียว 

จริง ๆ การที่มีเวลาอยู่คนเดียวบ้างทำให้เปิดโอกาสให้สมองได้คิด พัก เติมพลัง ทำให้จิตใจเข้มแข็ง และเอาเวลามานั่งจัดลำดับความคิดว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่สำคัญจริง ๆ ในชีวิต

12. คนที่จิตใจเข้มแข็งไม่คิดว่าโลกนี้หรือสังคมนี้ติดหนี้บุญคุณอะไรกับเขา

เพราะในชีวิต บางทีมันง่ายมากที่จะโกรธโลกที่ไม่ยุติธรรมในบางเรื่อง แต่ในความเป็นจริง คือโลกนี้และชีวิตนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาให้ยุติธรรมอยู่แล้ว และคนเหล่านี้เข้าใจมันเป็นอย่างดี 

หากบางครั้งเราเห็นคนอื่นมีชีวิตที่ดีกว่ามีความสุขกว่าเรา หรือแย่กว่าเราทุกข์กว่าเรา นั่นก็คือชีวิต เหมือนกับการเล่นไพ่ ที่บางทีไพ่เราก็ดี และแน่นอนหลายครั้งไพ่เราก็ร้าย

สิ่งที่สำคัญคือการโฟกัสกับความพยายามที่เราใส่เข้าไปในการพัฒนาตัวเอง ยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ และเดินหน้าทำชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด อย่าไปเสียเวลาเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครเพราะมันไม่มีประโยชน์และเสียเวลาอันมีค่าในการ “ใช้” ชีวิตของเรา

13. คนที่มีจิตใจเข้มแข็งรู้ว่าของทุกอย่างต้องใช้เวลา

พวกเขารู้ว่าความสำเร็จไม่สามารถมาได้ในชั่วข้ามคืน และพวกเขามีความอดทนพอที่จะรอ ในขณะเดียวกันคนที่จิตใจอ่อนแอมักรอไม่ไหว และมักจะตัดสินใจเลือกอะไรที่ได้ผลเร็ว ๆ ง่าย ๆ ไปก่อน ส่วนใหญ่คนที่จิตใจอ่อนแอจึงมักจะอดได้ของดี ซึ่งเราเห็นตัวอย่างมาเยอะแล้วกับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การงาน การลงทุน หรือแม้แต่เรื่องการออกกำลังกาย การลดน้ำหนัก

สิ่งสำคัญคือการมองเห็นเป้าหมายที่ชัดเจน หรือที่ฝรั่งชอบพูดว่า “keep your eyes on the prize” อย่าละสายตาจากรางวัล และพยายามอย่างหนักในการทำงานเพื่อเป้าหมายนั้น ระหว่างทางอาจจะเจอความผิดหวังบ้าง ล้มเหลวบ้าง แต่คนที่เข้มแข็งจะอดทนพอ มองเห็นภาพใหญ่และความสำเร็จจะตามมาในที่สุด


ถ้าหากคุณเหนื่อย ๆ อยู่ แล้วได้มาอ่านบทความนี้ หวังว่าคุณจะรู้สึกดีขึ้นนะครับ ^__^