โลกอาจไม่มีที่ว่างสำหรับคนความสามารถระดับกลางๆ อีกแล้ว

331
Soon, there will be no room for being average
 
ความจริงข้อหนึ่งของธุรกิจส่วนใหญ่คือ กำไร 80%-90% มักตกไปอยู่กับ Top Performer แค่ 10% เท่านั้น ดังนั้น การลงทุนให้องค์กรของเราเป็น Top Performer จึงคุ้มค่าอย่างมาก
 
การแข่งขันในปัจจุบันยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไร จริงๆ แล้วทุกวันนี้แทบทุกธุรกิจมีการแข่งขันในระดับโลกเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น
 
ผมเคยสัมภาษณ์พี่โจ้ธนา เธียรอัจฉริยะ พี่โจ้บอกว่า สมัยก่อนเราทำงานกันแบบแข่งขันซีเกมส์ เลยพอจะเอาตัวรอดไปได้ เพราะการแข่งขันมันไม่ได้ดุเดือดแบบตอนนี้
 
แต่ยุคนี้ซีเกมส์ไม่รอดแน่นอน ต้องโอลิมปิกเท่านั้น เพราะแทบทุกอุตสาหกรรมการแข่งขันถาโถมมาจากทั่วโลกทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น ถ้าใครคิดว่าทำแบบกลางๆ แบบเดิมจะรอด สงสัยว่าจะยาก ซึ่งหลายคนอาจจะบอกว่า เราก็พยายามทำให้องค์กรของตัวเองนั้นกลางๆ อยู่แล้วนี่
 
คำถามที่สำคัญคือ “พยายามแค่ไหน”
 
ถ้าหากใครได้อ่าน No Rules Rules ที่ Reed Hasting เป็นคนเขียนแล้ว อาจจะเข้าใจกับคำถามนี้ในมุมใหม่
 
ส่วนตัวผมขอยกให้นี่เป็นหนังสือ Organizational Management ที่ดีที่สุดในรอบหลายปีนี้ และเหมาะกับโลกยุคหลัง COVID-19 มากๆ เพราะธุรกิจหลังจากนี้จะมีความท้าทายและความไม่แน่นอนแบบที่ Netflix เจอนี่แหละ และเนื่องจากเล่มนี้เขียนโดย Reed Hasting, CEO ของ Netflix เองเลย ยิ่งทำให้เป็นหนังสือที่มีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก
 
ความพยายามของ Reed Hasting ในการไม่เป็น Average นั้นสูงมากจริงๆ
 
เริ่มต้นจากเอาคนที่มีประสิทธิภาพ “กลางๆ” หรือ “Average” ออกให้หมด ไม่ใช่คนที่ประสิทธิภาพแย่นะครับ แค่กลางๆ ก็ไปหมดแล้ว
 
Netflix บริหารงานบนวัฒนธรรมที่เรียกว่า F&R = Freedom and Responsibility ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว
 
Reed Hasting เล่าย้อนไปถึงวันที่ Netflix มีพนักงาน 120 คน แล้ววิกฤต dot com มาถึง ทำให้เขาต้องปลดพนักงานถึง 1/3 ของจำนวนทั้งหมด คือประมาณ 40 คน แน่นอนว่านี่เป็นการตัดสินใจที่ลำบากมากสำหรับ CEO ทุกคน โดยเฉพาะเมื่อดูแบบผิวเผิน เขาไม่พบว่าพนักงานคนไหนที่เรียกได้ว่าเป็น Poor Performer
 
เขาเลยแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคน 80 คนที่ยอดเยี่ยมที่สุด และอีก 40 ที่ยอดเยี่ยมน้อยลงมา
 
คนที่ยอดเยี่ยมคือคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานดี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ จึงถูกจัดให้เป็น “Keeper’s pile”
 
สิ่งที่เจอคือมีคนที่ “คาบเส้นเยอะมาก” และหลายคนก็เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดี ที่ทำงานแบบ “ใช้ได้” มีหลายคนทำงานหนักมากๆ แต่ก็ยังมีการตัดสินใจที่ไม่ดี, หลายคนมีพรสวรรค์มาก แต่ขี้บ่น จุกจิกและเป็นพวกคิดลบ
 
แม้ว่ามันจะยากมากแต่เขาก็ต้องตัดสินใจให้ได้
 
Reed บอกว่า ตอนที่ต้องให้คนออก 40 คนเขากังวลมาก กลัวว่าคนที่เหลืออยู่จะคิดว่าบริษัทไม่ซื่อสัตย์กับพนักงาน กลัวว่าทุกคนจะโกรธ กลัวว่าคนที่เหลืออยู่ 80 คนงานจะหนัก สภาพจิตใจก็ย่ำแย่ Morale ก็จะไม่ดี
 
แต่เมื่อมาถึงจริงๆ แม้จะมีความเศร้าอยู่บ้างในวันแรกๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ก็เป็นสิ่งที่เขาไม่คิดว่าจะเกิดขึ้น และตอนแรกเขาก็ไม่เข้าใจ คือ แม้ว่าตอนนั้นองค์กรจะเพิ่งปลดคนไป 1/3 แต่ที่ทำงานก็ดูเหมือนว่าจะเต็มไปด้วย Passion พลังงานและไอเดียใหม่ๆ
 
หลังจากนั้นไม่นาน Netflix ก็ทำงานได้ “มากกว่า” เดิมมาก โดยการใช้คน “น้อยกว่า” เดิมถึง 30%
 
คน 80 คนที่เหลือทำงานด้วย Passion มากกว่า และได้งานเยอะกว่าเดิมมาก ทั้งออฟฟิศมีแต่คนที่รักงานที่ทำงาน และทำผลงานออกมาได้ดีมากๆ
 
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ Reed เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับ Motivation และ Leadership ไปโดยสิ้นเชิง
 
หลังจากวิเคราะห์สิ่งที่เกิดขึ้น เขาสรุปได้ว่าเพราะการเพิ่มขึ้นของ “ความหนาแน่นของคนเก่ง” หรือ “Talent Density” คือสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้
 
การปลดพนักงานครั้งนั้นทำให้ “ความหนาแน่นของคนเก่ง” ที่ Netflix เพิ่มขึ้น เพราะคนที่กลางๆ หรือเก่งแต่นิสัยไม่ดีได้ถูกให้ออกไปหมดแล้ว เมื่อมีแต่คนเก่ง คนเก่งจะกระตุ้นคนเก่งด้วยกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน เคารพซึ่งกันและกัน ส่งพลังงานให้กันและกัน พูดง่ายๆ คือ เวลาคนเก่งอยู่ด้วยกัน คนจะยิ่งเก่งขึ้น
 
ในทางกลับกัน คนที่กลางๆ แค่ 1-2 คน จะดึง Performance ของคนทั้งทีมลงหมดเลย
 
ถ้าคุณมีทีมที่มีคนเก่ง 5 คน คนกลางๆ 1-2 คน คนที่กลางนั้นจะ
 
o ทำให้พลังงานของ Manager ลดลง
o ทำให้คุณภาพการพูดคุยในทีมต่ำลง และทำให้ IQ ของทั้งทีมต่ำลงด้วย
o ทำให้คนเก่งต้องทำงานช้าลง เพราะมีตัวถ่วง
o ทำให้คนที่เก่งมากๆ ที่ต้องการพัฒนาตัวเองเสมอ อยากลาออก
o เป็นการทำให้เห็นว่ามาตรฐานแบบกลางๆ ก็เป็นที่ยอมรับได้
 
สำหรับคนที่เก่งนั้น พวกเขาไม่ได้ต้องการออฟฟิศหรูหราที่มีโต๊ะพูลและอาหารกลางวันฟรี สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการได้ทำงานกับคนเก่งๆ และมีพลังร่วมกัน โดยสรุปคือ Performance ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ล้วนแล้วแต่ติดต่อให้คนอื่นได้ทั้งสิ้น
 
Reed บอกว่า ในงานสายที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะๆ คนเก่งมากๆ 1 คน อาจจะสามารถทำงานได้ผลลัพธ์มากกว่าคนที่ทำงานกลางๆ 50 คน อันนี้ผมลองยกตัวอย่างเพิ่มเติมเองว่า ลองนึกถึงนักออกแบบหรือนักโฆษณาก็ได้ครับ คนที่เก่งจริงๆ จะสามารถขายของได้มากกว่าคนที่ Average ถึง 50 เท่า 100 เท่าก็เป็นไปได้ และเพื่อหาและรักษาคนเก่งไว้ สิ่งที่ Reed Hasting ทำคือ Hire the best, Pay the Top
 
ที่นี่จ่ายเงินเดือนเยอะที่สุดของตำแหน่งนั้นในตลาด นั่นหมายความว่า เขาจ่ายเงินเดือนเยอะกว่า Facebook หรือ Google ในตำแหน่งนั้นๆ ด้วยนะครับ
 
นี่คือความกล้าและราคาที่ต้องจ่ายของบริษัทที่ต้องการเป็น Top Performer
 
ผมอ่านจบแล้วคิดว่า หลายอย่างสามารถเริ่มทำได้เลย หลายอย่างอาจจะต้องรอเวลาสัก 1 ปี หลังทำการผ่าตัดใหญ่องค์กรแล้วจะเริ่มทำข้อที่ยากๆ ได้ อาจจะไม่สามารถทำได้แบบ Netflix ทั้งหมด แต่มันต้องดีขึ้นแน่นอน
 
“Soon, there will be no room for being average”
 
อีกไม่นาน การทำงานแบบพื้นๆ จะไม่มีที่ยืน ซึ่งนั่นหมายถึงคนที่ Performance กลางๆ อาจจะไม่มีอะไรให้ทำ หรือถ้ามีก็เป็นงานที่ Value ต่ำและค่าตอบแทนก็จะต่ำไปด้วย
 
ธุรกิจก็เหมือนกัน อะไรที่เสนอของพื้นๆ ให้กับลูกค้า ผลตอบแทนก็จะต่ำกว่า Top Performer อย่างมีนัยสำคัญมาก จนหลายธุรกิจอาจจะไม่คุ้มที่จะทำเลยด้วยซ้ำ
 
ตอนนี้ผมเชื่อแบบนั้นจริงๆ แม้ว่าอาจจะฟังดูโหดร้าย แต่นี่เป็นเรื่องจริง อาจจะบอกได้ว่า มันเป็นส่วนผสมของการแข่งขันจากทั่วโลก การมาถึงของ Automation ระบอบทุนนิยมที่สุดโต่ง และอีกหลายๆ เรื่องที่พาเรามาถึงจุดนี้
 
การมาถึงของ Automation จะทำให้งานหลายอย่างหายไป จริงอยู่มันจะมีงานเพิ่มขึ้นมาด้วยเช่นกัน แต่งานที่เพิ่มขึ้นมา ส่วนใหญ่มันจะเป็นงานที่ยากมากสำหรับคนที่งานหายไป เหตุผลเพราะว่ามันเป็น Skill คนละชุดเลย
 
เมื่องานพื้นๆ หลายอย่างหายไป ความสามารถของแต่ละคนจะต้องแตกต่างมากขึ้น หากไม่แตกต่างก็ยากมากที่จะหาจุดยืนในตลาด หรือจุดยืนให้กับตัวเองได้
 
คนที่ Reskill ทันแล้วเก่งทันก็รอดไป แต่ก็ต้องยอมรับว่าจะมีคนจำนวนมากถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเช่นกัน
 
นี่เป็นที่มาของคำว่า Useless Class ในหนังสือ Sapien ของ Professor Yuval Harari ถ้าแปลแบบแรงๆ คือชนชั้นที่ไร้ประโยชน์ เพราะทำงานสู้จักรกลไม่ได้ทั้งในแง่ความสามารถและต้นทุน
 
Useless Class จะเกิดขึ้นหรือไม่ ยังไม่มีใครบอกได้ เพราะมีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องอีกเยอะ แต่อย่างไรก็ดี เราก็ต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า อะไรที่คิดว่าทำแค่ “พอผ่าน” อย่าทำ เพราะถ้าทำแบบนั้นอีกไม่นานเราจะไม่มีที่ยืนจริงๆ คือจะไม่มีงานทำและบริษัทอาจจะเจ๊งได้
 
พี่โจ้บอกผมในการสัมภาษณ์ครั้งนั้นว่า
 
“เรายังไม่ต้องได้เหรียญโอลิมปิกวันนี้ก็ได้ แต่อย่างน้อยขอให้เราซ้อมแบบโอลิมปิก”
 
วันนี้ต้องกลับมาถามตัวเองเยอะๆ นะครับว่า ตัวเรานั้น มีคุณสมบัติพอจะเป็นนักกีฬาโอลิมปิกหรือยัง