NEWSTHAILAND NEWSแนวโน้มการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยเป็นอย่างไรหลังใช้มาตรการล็อกดาวน์?

แนวโน้มการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยเป็นอย่างไรหลังใช้มาตรการล็อกดาวน์?

หลังจากมีการกลับมาแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างรุนแรงขึ้นในไทยอีกครั้ง ตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา จากยอดผู้ติดเชื้อหลักสิบ ก้าวขึ้นมาเป็นหลักร้อย จนเข้าสู่หลักพัน…

ทางภาครัฐจึงจำเป็นต้องเร่งแก้ไขสถานการณ์อย่างเร่งด่วน เนื่องจากระบบสาธารณสุขที่เริ่มมีไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้เกิดเป็นมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่เสี่ยง ขอความร่วมมืองดออกจากเคหสถาน เพื่อหวังลดการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ตั้งแต่ยอดผู้ติดเชื้อยังอยู่ในหลักพัน เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา

แต่ทว่าผลลัพธ์หลังมีการประกาศใช้มาตรการนี้กลับไม่ค่อยเป็นไปตามที่คาดหวังเท่าไรนัก เพราะยอดผู้ติดเชื้อก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ในทุกวัน และทะยานขึ้นสู่หลักหมื่นทันทีภายในอาทิตย์แรกหลังมีการประกาศล็อกดาวน์

ยอดผู้ติดเชื้อแตะ New High ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้ล่าสุดมีประกาศล็อกดาวน์ต่ออีกเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน

แต่ตกลงแล้วการล็อกดาวน์สามารถช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อได้จริงไหม?

วันนี้เราจึงได้นำเอาข้อมูลบทความ ‘แบบจำลองสถานการณ์เพื่อพิจารณาแนวโน้มการระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยระลอกที่สาม ภายหลังการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์เดือนกรกฎาคม 2564’ จากผู้วิจัยคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาเล่าให้ฟังกันว่า

แนวโน้มยอดผู้ติดเชื้อหลังจากนี้จะเป็นไปในทิศทางไหน? และควรปรับเปลี่ยนมาตรการอย่างไรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด?

ล็อกดาวน์ไป แต่ยอดติดเชื้อก็ยังไม่ลด?

จากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน หลังมีการเริ่มประกาศใช้มาตรการการล็อกดาวน์รอบแรกในการแพร่ระบาดระลอกนี้ ตั้งแต่ในวันที่ 12 กรกฎาคม จนถึง 2 สิงหาคมที่ผ่านมา นับว่ายังไม่สามารถช่วยลดการแพร่เชื้อในชุมชนได้ตามที่คาดหวังไว้ 

สาเหตุหลักที่ทำให้ยอดผู้ติดเชื้อยังดูไม่มีทีท่าลดลง แม้ประชาชนจะมีความถี่ในการเคลื่อนที่และพบเจอผู้อื่นน้อยลงแล้ว แต่ก็ยังคงมีการติดเชื้อในครัวเรือน (Household Infection) อยู่ โดยเฉพาะกับเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ที่มีการแพร่เชื้อต่อกันได้ง่ายและอาการสังเกตได้ยากคล้ายอาการไข้หวัดทั่วไป ทำให้พบการติดเชื้อแบบทั้งครอบครัวให้เห็นอยู่หลายเคสด้วยกัน

แม้ว่าการล็อกดาวน์ในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้จะไม่เป็นผลไปตามที่คาดหวังเท่าไรนัก แถมจากสถิติยอดผู้ติดเชื้อก็มีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้จะมีการล็อกดาวน์แล้วเช่นนี้ก็ตาม แต่ในการล็อกดาวน์ต่อไปอีกในเดือนสิงหาคมนี้ผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ก็ขึ้นอยู่กับมาตรการที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ เพราะว่าการล็อกดาวน์ไม่ใช่เพียงแค่เป็นการขอความร่วมมือจากประชาชนในการลดการเคลื่อนที่ลงเท่านั้น แต่ยังเป็นการซื้อเวลาเพื่อให้ภาครัฐเร่งทำการตรวจให้กว้างขวาง เพื่อแยกโรคให้ได้เร็วขึ้น จึงหวังว่าจะได้เห็นการทำงานร่วมมือกันของทุกฝ่ายหลังจากนี้อย่างจริงจังมากยิ่งขึ้นในการล็อกดาวน์ครั้งนี้

และแน่นอนว่าวิธีลดการแพร่ระบาดนี้ได้ดีที่สุด คือ การกระจายวัคซีนให้ประชาชนทุกคนอย่างทั่วถึง ถึงแม้ตอนนี้จะยังคงต้องรอการนำเข้าวัคซีนเข้ามาอยู่ ในระหว่างนั้น ผู้วิจัยได้แนะนำ 3 แนวทาง ‘การลด’ การแพร่เชื้อลงให้ได้มากที่สุด คือการ

1. ลด ‘ความถี่’ ในการสัมผัสเชื้อ ด้วยการงดการเดินทาง ลดการรวมตัวของผู้คน

2. ลด ‘โอกาส’ สัมผัสเชื้อ ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือบ่อยๆ

3. ลด ‘ระยะเวลา’ แพร่เชื้อ ด้วยการลดระยะเวลาในการนำผู้ติดเชื้อเข้ากระบวนการแยกโรคและรักษาพยาบาล

แนวโน้มผู้ติดเชื้อใหม่ในอีก 30 วัน (2 สิงหาคม – 1 กันยายน 2564)

ตั้งแต่ยอดผู้ติดเชื้อรายวันเริ่มเข้าสู่หลักหมื่น ทำให้เราได้เห็นข่าวว่าเตียงไม่พอ หาเตียงไม่ได้ หรือบุคลากรทางการแพทย์จะต้องทำงานอย่างหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เพื่อบรรเทาสถานการณ์เหล่านี้  จะต้องทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อยังอยู่ภายในขีดความสามารถของระบบ TTI/NPIs (การตรวจเชิงรุก การติดตามผู้สัมผัส การแยกกัก) โดยการลดการแพร่เชื้อในชุมชนให้ได้อย่างน้อย 45% เมื่อเทียบกับก่อนล็อกดาวน์ ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มการควบคุมการระบาดให้ดีขึ้นในอนาคตต่อไปได้

จากโมเดลในภาพจะเห็นว่า หากต้องการลดการแพร่เชื้อให้อยู่ในระดับ ‘ความสามารถในการควบคุมโรค’ ได้ คือ ลดลง 45% นั้น จะต้องจัดการให้มีผู้ติดเชื้อใหม่ทั้งประเทศไม่เกิน 3,000 – 5,000 คนต่อวัน

นอกจากนี้ยังต้องพิจารณา ‘ความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโควิดระยะวิกฤต’ ไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะสำหรับผู้ป่วยสีแดงที่จำเป็นต้องใส่ท่อช่วยหายใจนั้น จำเป็นต้องใช้ห้องแยกผู้ป่วยวิกฤตความดันลบ (AIIR ICU) แต่ทั้งประเทศเราในตอนนี้นั้นมีเพียงพอแค่ 3,066 เตียง ในขณะที่ตอนนี้มีรายงานผู้ป่วยหนักทั้งที่ใส่และไม่ได้ใส่ท่อช่วยหายใจมากกว่า 4,700 รายแล้ว

จะปรับมาตรการต่อไปยังไงดี?

จากยอดผู้ติดเชื้อในช่วงล็อกดาวน์ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ผ่านมายังไม่สัมฤทธิผล ดังนั้นหากเลือกที่จะมีการประกาศล็อกดาวน์ต่อในช่วงเดือนสิงหาคมนี้ จึงควรมีการปรับมาตรการต่อไปให้เหมาะสมยิ่งขึ้นจากบทเรียนของการล็อกดาวน์ในเดือนที่ผ่านมา

การปรับมาตรการในระยะสั้น หรือในช่วงล็อกดาวน์อีก 30 วันหลังจากนี้ จึงควรที่จะ

Advertisements

1. เร่งเพิ่มมาตรการตรวจและแยกโรคของผู้ติดเชื้อในครัวเรือนมากยิ่งขึ้น เพราะการล็อกดาวน์นั้นจะมุ่งไปที่การลดการแพร่เชื้อที่สาธารณะ (Community Transmission) แต่จากที่ผ่านมาจะพบว่ามีการแพร่เชื้อในครัวเรือนเองเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะมีนโยบายเพิ่มเติมที่ทำให้ประชากรกลุ่มเสี่ยงสามารถเข้าถึง Rapid Antigen Test ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง รวมไปถึงการเข้าถึง RT-PCR Test หรือการตรวจด้วยการ Swab ให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น ยิ่งเร่งตรวจผู้ติดเชื้อได้เร็วมากขึ้นเท่าไร ก็จะเป็นการช่วยลดการแพร่เชื้อให้น้อยลงเร็วขึ้นเท่านั้น

2. กำหนดขนาดพื้นที่ล็อกดาวน์ให้แคบลง เช่น ปรับการจำกัดพื้นที่ระดับจังหวัดเป็นระดับอำเภอหรือตำบล เพื่อให้ง่ายต่อการติดตาม เฝ้าระวัง และจำกัดพื้นที่ในการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น

3. บังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ให้เข้มข้นขึ้น มีการบังคับใช้มาตรการอย่างจริงจัง แต่ต้องมีการบังคับใช้มาตรการเหล่านี้ในระยะเวลาจำกัด หากมีมาตรการที่หละหลวม แต่เพียงแค่เพิ่มระยะเวลาให้มากขึ้นออกไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้ประชาชนมีแนวโน้มลดความร่วมมือลง จากมาตรการที่ผลบังคับใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาที่นานเกินไป (Fatigue of Adherence)

และในอนาคตต่อไป เมื่อการแพร่ระบาดในระลอกนี้บรรเทาลง ถึงแม้ว่าเราอาจจะยังไม่สามารถกำจัดโควิดให้หมดไปทั้งหมดได้ แต่ก็จำเป็นต้องมีมาตรการรองรับเพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกับโควิดต่อไปในระยะยาวได้

สำหรับมาตรการในระยะยาวนั้น ควรที่จะ

1. เน้นพัฒนานโยบายเพื่อลดผลกระทบของการระบาด อย่างการเร่งฉีดวัคซีนที่ดีให้กับประชาชนทุกคน เพราะการได้รับการฉีดวัคซีนเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยลดอัตราการเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ เพื่อเป็นการลดภาระหน้าที่ให้กับบุคลากรทางแพทย์ และเพื่อให้ประชาชนได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้อีกครั้ง รวมทั้งควรที่จะเพิ่มมาตรการเยียวยา เช่น การช่วยเหลือทางการเงิน การฟื้นฟูธุรกิจ และผู้ที่ได้รับผลกระทบด้านสังคม

2. ปรับมาตรการเพื่อบริหารความเสี่ยงหากเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อสายพันธุ์เดลต้าในชุมชน เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่แพร่กระจายได้ง่ายผ่านละอองลอย จึงควรมีมาตรการรองรับในการตรวจหาและรับมือการแพร่เชื้อในระดับชุมชนและระดับครัวเรือนมากยิ่งขึ้น 

3. เพิ่มการตรวจคัดกรอง เพื่อให้สามารถตรวจและแยกผู้ติดเชื้อออกมาให้เร็วที่สุด เพื่อลดการแพร่กระจายต่อไป โดยเฉพาะหากมีกิจกรรมการรวมกลุ่มของคนจำนวนมาก ควรมีการตรวจคัดกรองก่อนจัดทำกิจกรรมใดๆ ก่อนทุกครั้ง

4. เพิ่ม ICU Capacity สำหรับผู้ป่วยโควิด โดยแยกออกมาจากห้องฉุกเฉินทั่วไปสำหรับผู้ป่วยโรคอื่นๆ เพื่อเตรียมการรับมือกับการแพร่ระบาดต่อไปในอนาคต

5. พัฒนาระบบ ‘สัญญาณเตือนล่วงหน้า’ เช่น การสื่อสารก่อนจะประกาศล็อกดาวน์ เพื่อประโยชน์แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ สามารถเตรียมตัวได้ทัน โดยมีการพัฒนาสัญญาณเตือนล่วงหน้าทั้งระดับประเทศและระดับพื้นที่ เพื่อให้สามารถกำหนดมาตรการโดยเฉพาะ เป็นไปตามเขตพื้นที่ตามความเหมาะสมได้

หลังจากการล็อกดาวน์อีก 30 วันหลังจากนี้ ก็หวังว่าทางภาครัฐจะสามารถปรับเปลี่ยนนโยบายและมาตรการให้เหมาะสม เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดได้จริง เพราะตอนนี้ทุกฝ่ายก็ยังพร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อที่จะผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน โดยที่หวังว่าจะไม่มีการเลื่อนระยะเวลาต่อไปอีกเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับคืนมาไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปแบบการล็อกดาวน์ในเดือนที่ผ่านมา



อ้างอิง:

https://bit.ly/2VagdJP

#missiontothemoon 

#missiontothemoonpodcast

#society

#covid19

ติดตามความเคลื่อนไหวและเนื้อหาน่าสนใจอื่นๆ ได้ที่ https://missiontothemoon.co/

Advertisements

Lastest

Metaverse กับการช่วยเหลือจิตใจ มุมมองที่หลายคนอาจมองข้ามไป

“แต่จริงๆ แล้ว Metaverse อาจช่วยชีวิตคนก็เป็นได้” นี่อาจฟังดูเป็นประโยคที่เป็นไปไม่ได้จากอีลิตที่ชื่นชอบในเทคโนโลยี แต่จริงๆ แล้ว Metaverse สามารถทำให้เราเข้าใจและรับมือกับความเจ็บปวด ความเศร้าและอคติในสังคมได้มากขึ้น

Arcane ผลงาน ‘มาสเตอร์พีซ’ จากค่ายเกมที่ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม!?

เปิดจักรวาลความบันเทิงครั้งใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม กับซีรีส์ที่หยิบยกเนื้อหามาจากเกม LoL (League of Legends) โดย Riot Games ค่ายเกมผู้ถูกตั้งแง่โดยแฟนๆ ว่า “ทำดีทุกอย่าง ยกเว้นเกม” แต่ตามทฤษฎีได้บอกไว้ว่า “เกมไหนกาก แปลว่าเกมนั้นดัง” ดังนั้นจึงไม่น่าห่วงอะไร (มั้ง!?)

ไม่แปลกที่จะ “แปลก” เมื่อความแปลกมีพลังกว่าที่คิด!

วันนี้ Mission To The Moon จึงอยากมาแนะนำหนังสือเล่มหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เรารับมือกับความรู้สึกเหล่านี้ได้ดี กับหนังสือที่มีชื่อว่า “Weird: The Power of Being an Outsider in an Insider World” โดย Olga Khazan ที่จะมาเปลี่ยน “ความแปลก” ของเราให้กลายเป็นพลัง และสอนให้เราเป็นตัวเองอย่างภาคภูมิใจ ไปดูเรื่องราวโดยสรุปของหนังสือเล่มนี้กัน
Naphatsawan Sitthitham
นักศึกษาฝึกงานจากคณะศิลปศาสตร์ แต่ใจอยากเทิร์นมาสายธุรกิจ สนใจด้านการตลาดและจิตวิทยา