ENTERTAINMENTเพราะรู้สึกผิดจึง “ขอโทษ” แต่เหตุใดเราถึงต้องขอโทษและชดเชยให้กับ "ความผิดของคนรุ่นก่อน"

เพราะรู้สึกผิดจึง “ขอโทษ” แต่เหตุใดเราถึงต้องขอโทษและชดเชยให้กับ “ความผิดของคนรุ่นก่อน”

เชื่อว่าหลายคนที่อ่านหนังสือ ดูหนัง หรือฟังพอดแคสต์เกี่ยวกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ อย่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หรือการกระทำที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมกับเพื่อนร่วมโลก จะต้องมีอารมณ์ร่วม หรือเกิดความรู้สึกสะเทือนใจกับผู้ที่ต้องสูญเสียกันบ้าง และคงคิดว่าไม่มีสิ่งใดมาชดใช้ความผิดที่พวกเขากระทำได้เท่ากับคำขอโทษ
 
แต่เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดคำขอโทษ ถึงต้องตกเป็นหน้าที่ของคนรุ่นเรา ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรจากการกระทำอันโหดร้ายทางประวัติศาสตร์เหล่านั้นเลย
 
จากหนังสือชื่อ Justice: What’s the Right Thing to Do? ที่เขียนโดย Michael J. Sandel ได้พาเราไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของการขอโทษ และชวนให้ตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็นมรดกตกทอดมาจากอดีต
 
เมื่อพูดถึงการขอโทษที่สร้างอิมแพคให้กับสังคม ก็ต้องยึดโยงกับการเมือง ซึ่งจำนวนมากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
 
ยกตัวอย่าง เยอรมนี ชาติที่แพ้สงคราม ต้องจ่ายเงินหลายพันล้านเหรียญเพื่อเป็นค่าชดใช้ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว” ทั้งในรูปแบบเงินชดเชยรายบุคคลแก่ผู้รอดชีวิต และค่าชดเชยกับประเทศอิสราเอล ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาผู้นำทางการเมืองของเยอรมันหลายคนก็ได้ออกมากล่าวคำขอโทษ ยอมรับในความผิดของนาซีในระดับที่แตกต่างกัน
 
เช่น จากสุนทรพจน์ของนายกรัฐมนตรีคอนราด อาเดนาเออร์ ในปี 1951 อ้างว่า “คนเยอรมันเกือบทั้งประเทศชิงชังอาชญกรรมที่กระทำต่อชาวยิว และไม่ได้มีส่วนร่วมในอาชญากรรมนั้น” แต่เขาก็ยอมรับว่า “อาชญากรรมอันเลวร้ายได้ถูกกระทำในนามของชาวเยอรมัน จึงสมควรแล้วที่ชาวเยอรมันจะชดใช้ทั้งทางศีลธรรมและวัตถุ” หรือสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีโยฮันน์ ราว ที่กล่าวต่อหน้ารัฐสภาอิสราเอล ในปี 2000 ซึ่งได้วิงวอนขอให้อภัยต่อสิ่งที่เยอรมันกระทำลงไป
 
ต่างจากญี่ปุ่นที่มีความลังเลมากกว่าเยอรมัน โดยในช่วงสงคราม (ทศวรรษที่ 1930 ถึง 1940) กองทหารญี่ปุ่นได้มีการบังคับขืนใจผู้หญิงชาวเกาหลีและชาติเอเชียอื่นๆ ให้มาเป็น “ทาสบำเรอกาม” ทำให้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา ญี่ปุ่นต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากนานาประเทศให้ออกมากล่าวคำขอโทษอย่างเป็นทางการ และชดเชยให้กับเหยื่อเหล่านั้น
 
แม้ญี่ปุ่นจะออกมาขอโทษต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบในสงคราม แต่ความจริงที่ว่าญี่ปุ่นใช้เวลามากมายในการปฏิเสธ (มากยิ่งกว่าความพยายามในการขอโทษ) ทำให้คำขอโทษนั้นไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไรนัก
 
ส่วนประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯ วิวาทะว่าด้วยการขอโทษที่เป็นทางการ รวมไปถึงการชดเชย ก็ถือได้ว่าเพิ่งมาเป็นกระแสสังคมได้ไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เช่น ในปี 1993 สภาคองเกรสได้ออกมากล่าวขอโทษต่อความผิดในประวัติศาสตร์ เมื่อครั้นได้กระทำการบุกรุกและครอบครองอาณาจักรฮาวายอิสระ
 
หรือจากความกระอักกระอ่วนใจของชาวอเมริกันผิวขาวในประเด็นของ “การค้าทาส” กับสัญญาสมัยสงครามกลางเมืองอเมริกาที่ว่า ทาสทุกคนที่เป็นไทจะได้รับ “ที่ดิน 100 ไร่กับล่อ 1 ตัว” แม้จะไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่ในปี 2007 เป็นต้นมา หลายรัฐที่เคยค้าทาสก็ได้ขอโทษอย่างเป็นทางการ หรือในปี 2008 รัฐสภาสหรัฐฯ ก็ลงมติให้ขอโทษชาวแอฟริกันอเมริกันสำหรับการค้าทาสและยุคแบ่งแยกสีผิว
 
จากที่กล่าวไปตั้งแต่ตอนต้น การที่ประเทศต่างๆ ต้องออกมาขอโทษต่อความผิดพลาดของบรรพบุรุษในอดีตยังคงเป็นที่ถกเถียงเรื่อยมา
 
แต่ข้อถกเถียงที่น่าสนใจ เป็นของแนวคิดปัจเจกนิยมที่ว่า คนรุ่นปัจจุบันไม่ควรขอโทษสำหรับความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อ (โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนที่เราจะเกิด) เพราะการขอโทษเป็นการแสดงความรับผิดชอบในระดับหนึ่ง
 
หรือถ้าจะขอโทษมันต้องเป็นผลมาจากการกระทำของเรา ไม่ใช่ของคนอื่น หรือเหตุการณ์ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เราไถ่บาปให้บิดามารดา ปู่ย่าตายาย หรือเพื่อนร่วมชาติของเราไม่ได้ เว้นแต่เราเคยไปสัญญากับปู่ย่าตายายเองว่า จะไปขอขมาแทนบาปที่พวกเขาเคยกระทำไว้
 
อีกทั้งการที่ยิ่งออกมาขอโทษและชดเชย (ถ้าเกิดจากแรงกดดันมากกว่าความจริงใจ) ก็เหมือนเป็นการโหมกระพือความเกลียดชังในอดีตที่กำลังจะดับ ก่อให้เกิดความอาฆาตแค้นฟังลึกยิ่งขึ้น ทำให้ความเป็นเหยื่อฝังแน่นมากขึ้น
 
อย่างในสหรัฐฯ วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน ก็เคยมีการพูดถึงประเด็นค้าทาสที่ว่า “ผมไม่เคยมีทาส ไม่เคยกดขี่ใคร ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงต้องจ่ายชดเชยแทนคนที่เคยเป็นเจ้าของทาสหลายชั่วอายุคนก่อนผมเกิด” หรือ วอลเตอร์ อี. วิลเลียมส์ นักเศรษฐศาสตร์ชาวแอฟริกันอเมริกันก็ได้แสดงทัศนคติคล้ายกันว่า “ถ้าหากรัฐบาลเอาเงินมาจากนางฟ้าหรือซานตาคลอส นั่นก็เยี่ยมเลย แต่รัฐต้องเอาเงินจากประชาชน ไม่มีประชาชนคนไหนที่มีชีวิตอยู่ในวันนี้ใช้แรงงานทาส”
 
ส่วนในอีกแง่มุมหนึ่งที่มีน้ำหนักไม่แพ้กัน กับเหตุผลที่ว่า แม้คำขอโทษอย่างเป็นทางการจะไม่สามารถลบล้างความผิดที่กระทำไว้ได้ แต่ในท่าทีสาธารณะ สิ่งเหล่านี้ก็พอจะช่วยรักษาบาดแผลของอดีต ช่วยสร้างรากฐานให้แก่การปรองดองทางศีลธรรมและทางการเมืองได้ ส่วนค่าชดเชยและการเยียวยาก็คือรูปธรรมของการขอโทษและไถ่บาปอย่างหนึ่ง รวมไปถึงช่วยบรรเทาผลกระทบของความอยุติธรรมที่มีต่อเหยี่ยและลูกหลานของพวกเขาด้วย
 
ซึ่งหากจะพูดว่า เป้าหมายสูงสุดของคำขอโทษคือการสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ให้กับสังคม ก็คงไม่ใช่สิ่งเกินจริงเท่าไร
 
หรือหากมองในแง่ของพันธะ เราอาจมีพันธะพิเศษบางอย่างต่อเพื่อนร่วมชุมชนเฉพาะถิ่นที่เราอาศัยอยู่ และก็อาจมีพันธะพิเศษบางอย่างต่อคนอื่นที่ชุมชนของตนไปมีประวัติศาสตร์ร่วม ประวัติศาสตร์ที่ติดชะงักทางศีลธรรมเฉกเช่นความสัมพันธ์ระหว่างชาวเยอรมันกับชาวยิว ชาวญี่ปุ่นกับชาติเอเชีย หรือชาวอเมริกันผิวขาวกับชาวแอฟริกันอเมริกา
 
ทำให้การขอโทษรวมหมู่และการชดใช้สำหรับความอยุติธรรมในอดีตถือเป็นตัวอย่างที่ดีของกรณีพันธะแห่งความสามัคคี สร้างความรับผิดชอบทางศีลธรรมของชุมชนที่อยู่นอกชุมชนของเรา
 
อีกทั้งในแง่ของจริยธรรมของความภูมิใจและละอายแก่ใจ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับความรับผิดชอบรวมหมู่ หากเราเชื่อและยืนยันว่าตัวเราในฐานะปัจเจกจะรับผิดชอบเฉพาะการกระทำของตัวเองเท่านั้น แล้วเราจะอธิบายความรู้สึกภูมิใจในประวัติศาสตร์และความสำเร็จของประเทศตนได้อย่างไร?
 
แล้วคุณล่ะ คิดว่าคนในยุคปัจจุบัน ควรต้องขอโทษหรือร่วมรับผิดชอบกับการกระทำของคนในอดีตหรือไม่ ลองมาแชร์ความคิดเห็นกัน
 
เรียบเรียงจาก : หนังสือ JUSTICE: What’s the Right Thing to Do? เขียนโดย Michael J. Sandel (แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล)
 
 
Advertisements

Lastest

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? | 5M EP.1086

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? ‘ความกลัว’ มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวสัตว์อันตราย หรือบางคนกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
Mission To The Moon
พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งบันเรื่องราวเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การตลาด แรงบันดาลใจ และข้อคิดในการใช้ชีวิต

Related Articles

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงไหม? ในวันที่ “ต้นทุนชีวิต” (Socioeconomic Status) ต่างกัน

มีงานวิจัยหนึ่งจากสหรัฐฯ เมื่อปี 2013 ที่พบว่า เด็กจากครอบครัวที่ร่ำรวย (รายได้มากกว่าหรือเท่ากับ 3,595,500 บาทต่อปี) มีโอกาสเรียนจบได้มากกว่า 8 เท่าของเด็กจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 1,129,380 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจาก National Student Clearing House ในปี 2020 ที่เผยว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการเลือกเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐฯ ลดต่ำจนถึงติดลบ 21.7% เพราะพวกเขาแบกรับค่าใช้จ่ายที่จะเรียนต่อไม่ไหว

From Pandemic to Endemic: เศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ถ้าโควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น”?

จากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่อย่างโอมิครอน ที่แม้จะก่อให้เกิดการติดต่ออย่างรวดเร็ว แต่ก็มีแนวโน้มการก่อความรุนแรงลดลง ทำให้ทั่วโลกต่างออกมาคาดการณ์ว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเปลี่ยนไปสู่การเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งเกิดคำถามตามมาว่า หากรูปแบบของโรคระบาดเปลี่ยนไป จะส่งผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? | 5M EP.1086

จัดการกับความกลัวอย่างไรให้ได้ผล? ‘ความกลัว’ มีหลายรูปแบบด้วยกัน บางคนกลัวความล้มเหลว บางคนกลัวสัตว์อันตราย หรือบางคนกลัวสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

ทักทายจากสหรัฐอเมริกา #2 ว่าด้วยการพักผ่อนของชีวิต | MM EP.1388

ทักทายจากสหรัฐอเมริกา #2 ว่าด้วยการพักผ่อนของชีวิต ทักทายอีกครั้งจากสหรัฐอเมริกา อัปเดตชีวิตประจำวันในต่างแดน พร้อมเรื่องราวของการพักผ่อนในอุทยานแห่งชาติ Yosemite ท่ามกลางอากาศหนาว -2 องศา

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า