ENTERTAINMENTหรือการทำงานกับคน "โหด" จะช่วยให้เราแอคทีฟขึ้น?

หรือการทำงานกับคน “โหด” จะช่วยให้เราแอคทีฟขึ้น?

“ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”
 
เป็นคำพูดที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กๆ เรื่องราววัฏจักรของสัตว์สองขนาดที่ต่างฝ่ายต่างขวนขวายเอาตัวรอด แต่ท้ายที่สุดแล้ว มีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะยืนอยู่ได้ในทุกวงการ
 
“ทฤษฎีปลาฉลาม” ที่เราจะมาพูดถึงในวันนี้ ก็มีส่วนคล้ายกับเรื่องปลาใหญ่กินปลาเล็กเช่นกัน โดยจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เริ่มจากประเทศญี่ปุ่น ดินแดนปลาดิบที่หลายคนโปรดปราน
 
ญี่ปุ่น เป็นชาติหนึ่งที่รักการกินปลาเป็นชีวิตจิตใจ โดยเฉพาะปลาสดๆ จากท้องทะเล จะเป็นที่ต้องการ และสามารถขายได้ราคาสูง นอกจากนี้ คนญี่ปุ่นยังใส่ใจคุณภาพของเนื้อปลาอย่างมาก โดยจะคอยแยกคุณภาพระหว่างปลาเป็น และปลาตายอยู่เสมอ ทำให้ชาวประมงต้องพยายามหาวิธีจับปลาสดกลับมาขายให้ได้มากที่สุด
 
แต่ปัญหา คือ เวลาที่ชาวประมงออกเรือไปหาปลา ต้องใช้เวลานานหลายสัปดาห์ ทำให้ปลาที่จับได้ตั้งแต่วันแรกๆ ไม่สด และต้องแช่แข็งเอาไว้ แม้สุดท้ายแล้วจะรู้ว่าได้ราคาต่ำก็ตาม
 
วันหนึ่ง มีคนปิ๊งไอเดียสุดล้ำที่จะช่วยให้สามารถจับปลาเป็นๆ กลับไปยังฝั่งได้ แม้ว่าจะออกเรือเป็นเวลานานก็ตาม โดยให้ชาวประมงสูบน้ำเข้ามาใส่ไว้ใต้ท้องเรือ จากนั้นเอาปลาที่จับมาได้ปล่อยไว้ในนั้น รอเวลานำไปขายเมื่อถึงฝั่ง
 
ดูเหมือนนี่จะเป็นความคิดที่ดี แต่ในความเป็นจริงแล้วมันกลับไปไม่เป็นอย่างที่หวัง แม้ว่าปลาจะยังสดอยู่ แต่เมื่อนำไปปรุงอาหาร รสชาติที่ออกมาก็ยังไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น แทนที่จะขายได้ในราคาดี กลับถูกกดราคาให้ต่ำลงไปอีกซะงั้น
 
ส่วนเหตุผลที่ปลารสชาติไม่ดี ก็เป็นเพราะว่าปลาที่จับมา ถูกขังอยู่ใต้ท้องเรือเป็นเวลาหลายวัน ทำให้พวกมันขี้เกียจว่ายน้ำ เอื่อยเฉื่อย ลอยวนไปมา เนื้อปลาจึงไม่แน่นเหมือนปลาที่จับสดๆ จากท้องทะเล
 
แล้วแบบนี้ควรทำยังไงดี…?
 
หลังมีการครุ่นคิดอยู่นาน ว่าจะทำยังไงให้ปลาที่ถูกขังไว้ขยันว่ายน้ำเหมือนตอนอยู่ในทะเล ก็มีคนเสนอว่าให้ปล่อย “ปลาฉลาม” ลงไปใต้ท้องเรือ เพื่อให้ค่อยไล่กินปลาตัวเล็กตัวน้อย
 
ใช่… ปลาฉลามใต้ท้องเรือ!
 
แม้จะฟังดูเป็นความคิดที่แปลกประหลาด แต่ปรากฏว่ามันให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก​! เพราะเหล่าปลาตัวน้อยๆ ต่างพยายามว่ายน้ำเพื่อหนีจากการเป็นเหยื่อของฉลาม แม้ว่าวิธีนี้จะทำให้ชาวประมงต้องเสียปลาไปจำนวนหนึ่ง แต่ผลตอนแทบที่ได้รับนั้นคุ้มค่ามากทีเดียว
 
เรื่องนี้สอนอะไรกับเราได้บ้าง…?
 
ในแง่ของการทำงาน ทฤษฎีนี้สามารถนำมาปรับใช้ในองค์กรของคุณได้ หากบริษัทมีพนักงานที่แสนเอื่อยเฉื่อย ซึมเศร้า เหมือนปลาที่โดนจับขัง ก็อาจจะต้องหา “ปลาฉลาม” ที่แสนดุดันมาช่วยกระตุ้นให้เขาตื่นตัวมากยิ่งขึ้น
 
แม้ว่าคนที่มีนิสัยเหมือนปลาฉลาม ดุดัน และเข้มงวด อาจจะทำให้บรรยากาศการทำงานไม่ค่อยราบรื่น หรือขุ่นมัวเป็นบางครั้ง แต่ก็จะทำให้บริษัทกลับมากระตือรือร้นมากขึ้นเช่นกัน และเหล่าพนักงานเอง ก็จะได้รับอานิสงค์จากการหนีเจ้าปลาฉลามนี้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่ดีขึ้น หรือหน้าที่การงานเติบโต
 
นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัย “The Impact of Leadership Style on Employee’s Motivation” ของมหาวิทยาลัยในอินเดีย ชี้ให้เห็นว่า ผู้นำที่มีความกระตือรือร้นสูง จะทำให้ทีมงานมีแรงกระตุ้นในการทำงานเพิ่มขึ้นถึง 60% และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
 
และถ้าคุณกำลังรู้สึกหมดไฟ เบื่อ เซ็ง! อาจจะต้องเพิ่ม “ความท้าทายใหม่ๆ” เพื่อสร้างความสดใสให้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายอื่นๆ หรือการเรียนรู้สกิลใหม่ๆ บ้าง ก็ช่วยเพิ่มสีสันให้ช่วงเวลาอันเหี่ยวเฉาได้
 
ก็แหม… ชีวิตการทำงานที่เรียบง่าย สบายไปวันๆ มันก็ไม่สนุกใช่ไหมล่ะ?
 
ฉะนั้น เมื่อไหร่ที่เรารู้สึกว่าชีวิตเดินทางมาถึงทางตัน อย่าลืมลองถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่จะต้องใส่ “ปลาฉลามตัวใหม่” เข้าไปชีวิตของเรา
 
Author: Charuwan Sudaduong
Illustrator: Kannala Pooriruktananon
 
อ้างอิง:
Advertisements

Lastest

Poor Boy’s Riverside มีดกรีดหัวใจ ตัวฉันกำลังจะตาย

เมื่อบ้านไม่ใช่ “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น เด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก จึงต้องหันไปพึ่งพิง “เพื่อนรัก” ในคราบปีศาจ ที่พร้อมจะบดขยี้ชีวิตได้ทุกเมื่อ

ผู้นำก็ต้องปรับตัว! ถอดบทเรียน “การลาออกครั้งใหญ่” (The Great Resignation) เป็นหัวหน้าอย่างไรไม่ให้ลูกน้องลาออก?

ปัญหาที่หลายคนต้องพบเจอหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา ไปจนถึงสไตล์การทำงาน รูปแบบงาน และสายงานที่ทำอยู่ ทำให้หลายๆ คนกลับมานั่งแล้วไตร่ตรองว่า พวกเขามีความสุขกับงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ไหม ถ้าไม่ แล้วมันคุ้มค่าที่จะทนอยู่ในงานนี้ต่อไปไหม หรือเกิดความรู้สึกอยากทำงานกับบริษัทที่ไม่กำหนดเวลาเข้างาน รู้สึกหมดไฟทำงาน หรือไม่ชอบการปฏิบัติตนของหัวหน้า ฯลฯจากเหตุผลดังกล่าว จึงเกิดการลาออกของพนักงานเป็นจำนวนมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ จนเกิดกระแส “The Great Resignation” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชาวสหรัฐฯ พากันลาออกจากงานมากกว่า 4 ล้านคนในเดือนเมษายนปี...

อาจถึงกับต้องหยุดบิน?! สายการบินสหรัฐฯ พบสัญญาณ 5G เข้าไปรบกวนการทำงานของเครื่องบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหล่า CEO ของสายการบินชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง American Airlines, Delta Air Lines, United Airlines, Alaska Airlines และสายการบินอื่นๆ อีกมากมาย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลด้านการบินหลายหน่วยงานเพื่อ แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งเสาปล่อยสัญญาณ 5G
Mission To The Moon
พื้นที่ที่สร้างขึ้นเพื่อแบ่งบันเรื่องราวเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การตลาด แรงบันดาลใจ และข้อคิดในการใช้ชีวิต

Related Articles

Poor Boy’s Riverside มีดกรีดหัวใจ ตัวฉันกำลังจะตาย

เมื่อบ้านไม่ใช่ “บ้าน” ที่เต็มไปด้วยความรักและความอบอุ่น เด็กหนุ่มผู้อ่อนต่อโลก จึงต้องหันไปพึ่งพิง “เพื่อนรัก” ในคราบปีศาจ ที่พร้อมจะบดขยี้ชีวิตได้ทุกเมื่อ

ผู้นำก็ต้องปรับตัว! ถอดบทเรียน “การลาออกครั้งใหญ่” (The Great Resignation) เป็นหัวหน้าอย่างไรไม่ให้ลูกน้องลาออก?

ปัญหาที่หลายคนต้องพบเจอหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 คือเทคโนโลยีต่างๆ ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา ไปจนถึงสไตล์การทำงาน รูปแบบงาน และสายงานที่ทำอยู่ ทำให้หลายๆ คนกลับมานั่งแล้วไตร่ตรองว่า พวกเขามีความสุขกับงานที่ทำอยู่ในตอนนี้ไหม ถ้าไม่ แล้วมันคุ้มค่าที่จะทนอยู่ในงานนี้ต่อไปไหม หรือเกิดความรู้สึกอยากทำงานกับบริษัทที่ไม่กำหนดเวลาเข้างาน รู้สึกหมดไฟทำงาน หรือไม่ชอบการปฏิบัติตนของหัวหน้า ฯลฯจากเหตุผลดังกล่าว จึงเกิดการลาออกของพนักงานเป็นจำนวนมากในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสนี้ จนเกิดกระแส “The Great Resignation” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชาวสหรัฐฯ พากันลาออกจากงานมากกว่า 4 ล้านคนในเดือนเมษายนปี...

อาจถึงกับต้องหยุดบิน?! สายการบินสหรัฐฯ พบสัญญาณ 5G เข้าไปรบกวนการทำงานของเครื่องบิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหล่า CEO ของสายการบินชั้นนำของสหรัฐฯ อย่าง American Airlines, Delta Air Lines, United Airlines, Alaska Airlines และสายการบินอื่นๆ อีกมากมาย ได้ร่วมกันยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานของสหรัฐฯ ที่กำกับดูแลด้านการบินหลายหน่วยงานเพื่อ แจ้งเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตั้งเสาปล่อยสัญญาณ 5G

ฝึกสมองให้สร้างสรรค์กว่าใคร! สรุปบทเรียนจากหนังสือ “Creative Acts For Curious People”

ในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวนทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม มีปัญหาเกิดขึ้นมากมาย ตั้งแต่ความขาดแคลน โลกร้อน ความขัดแย้งทางการเมือง ไปจนถึงโรคระบาด แม้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังช้ากว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของปัญหาอยู่ดี

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่มีความจำเป็น (Strictly Necessary Cookies)
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานและเข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้ อย่างไรก็ตาม คุณสามารถบล็อคการใช้งานคุกกี้ได้จากเบราว์เซอร์ที่ใช้งาน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบกับการใช้งานเว็บไซต์ได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราะห์และวัดผลการทำงาน (Performance Cookies)

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากคุณไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึกการตั้งค่า