ทำทุกวันให้เป็นวันสุขกับ 4 วิธีจัดการความเครียดให้เหมาะสม

104
สภาวะที่บีบคั้นในปัจจุบันทำให้เราเกิดความเครียดได้ง่าย จนลืมไปแล้วว่าวันไหนเป็น ‘วันสุข’ เพราะทุกๆ วันนั้นเต็มไปด้วยภาระที่แบกไว้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ หลายๆ คนมีความเครียดเป็นเพื่อนทั้งก่อนนอนและตอนตื่น เฝ้าหาวันพักสักวัน เพื่อเปลี่ยนวันนั้นให้กลายเป็นวันสุขของตัวเอง แต่นั่นก็เป็นเรื่องยากเหลือเกิน
 
ถ้าคุณเป็นคนที่จมอยู่กับความเครียด หรือความวิตกกังวลกับเรื่องงานและการใช้ชีวิต ลองมาดู 4 วิธีต่อไปนี้ที่จะช่วยจัดการกับความเครียด และเปลี่ยนทุกวันให้เป็นวันสุขกันดีกว่า
 
เราอาจแสดงความเครียดออกมาในรูปแบบคล้ายๆ กัน แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด จนบางครั้งเราก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเครียดอยู่ เพราะปฏิกิริยาตอบสนองไม่เหมือนกับคนอื่นๆ บางคนเครียดแล้วแสดงความก้าวร้าว บางคนเครียดแล้วชอบปลีกตัว ดังนั้น ถ้าจะจัดการกับความเครียดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม อันดับแรกเราต้องรู้และยอมรับก่อนว่าเราเครียดอยู่ ด้วยการถามตัวเองดังต่อไปนี้
 
คำถามตรวจสอบความเครียด
– ในหนึ่งสัปดาห์ คุณได้พักมากเท่าไร หรือมีจังหวะพักในระหว่างช่วงทำงานบ้างไหม
– ลองนึกถึงงานที่เครียดมากๆ ที่ผ่านมา คุณจัดการกับตัวเองยังไง
– ความเครียดในชีวิตคุณส่วนใหญ่มาจากอะไร
– คุณมักจะจดจำความเครียดในตอนที่เกิดปัญหา หรือนึกถึงมันหลังจากนั้น
ลองถามคำถามข้างต้นเพื่อค้นหาว่า เรากำลังเครียด หรืออยู่ในสภาวะตึงเครียดอยู่หรือเปล่า เพื่อจะได้รับมือในขั้นต่อไป
 
หลายคนทำงานหนักเกินไป จนเกิดความเครียดและความเหนื่อยล้า ยิ่งช่วงที่ Work from Home ยิ่งทำงานไม่เป็นเวลา บางคนกินข้าวที่โต๊ะทำงาน กลายเป็นไม่มีเวลาพักกลางวัน มืดค่ำก็ยังทำงานต่อ หรือคนที่ทำงานอยู่ออฟฟิศ ถ้าแบ่งเวลาไม่ดี จนงานกลืนชีวิตทั้งหมดไปก็คงยากจะหลีกเลี่ยงในการเผชิญกับอาการเครียด ลองเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองใหม่ด้วยวิธีต่อไปนี้ดู
 
วิธีแบ่งเวลาทำงานเพื่อลดความเครียด
– กำหนด 1-3 ชั่วโมง/วัน สำหรับการทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงๆ ปิดเสียงโทรศัพท์เพื่อประสิทธิภาพในการทำงานด้วย
– จัดการกับระบบแจ้งเตือนในมือถือ ให้มีการแจ้งเตือนเฉพาะที่จำเป็น เปลี่ยนภาพหน้าจอเป็นขาวดำ เพื่อลดการรบกวนสายตา
– ไม่ควรจ้องหน้าจอตลอดเวลา โดยเฉพาะการประชุมออนไลน์ พยายามปิดวิดีโอ และตั้งใจฟังถ้อยคำที่ผู้ร่วมประชุมพูดแทน
 
งานที่วุ่นวายอาจทำให้เราไม่มีแม้แต่เวลาหายใจ แต่ยิ่งทำงานติดๆ กันก็จะยิ่งเครียด เราต้องจัดสรรเวลาสำหรับพักและฟื้นฟูตัวเองแบบที่จัดลงตารางเวลาประจำวันของตัวเองไปเลย เช่น
– ตั้งเวลาสำหรับหยุดพักเล็กๆ ในระหว่างทำงาน เช่น พัก 5 นาทีระหว่างการประชุมนัดต่อไป หรือพักสายตา 30 วินาที ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงในระหว่างนั่งทำงาน
– จริงจังกับการนอนให้มากขึ้น ลดพฤติกรรมที่รบกวนการนอน เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ การกินมื้อหนัก การใช้เครื่องมือสื่อสารก่อนนอน หรือการดื่มกาแฟตอนเย็น เพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น
– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แม้จะยุ่งแค่ไหน แต่ควรพาตัวเองไปออกกำลังกายให้ได้ อย่างน้อยได้เดินเล่นผ่อนคลายสักหน่อยก็ยังดี
– กินให้ดีและดื่มน้ำให้เพียงพอ ยิ่งรีบเร่งก็ยิ่งกินอาหารง่ายๆ ยิ่งเครียดก็ยิ่งไม่มีเวลาใส่ใจกับอาหาร ลองปรับเรื่องนี้ เลิกกินให้ดี ก็จะเป็นหนึ่งวิธีที่ช่วยลดความเครียดได้
– หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ จะช่วยให้สมองปลอดโปร่งยิ่งขึ้น
 
ถ้าเราปล่อยให้ตัวเองรู้สึกเครียดไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องนานๆ จะส่งผลแง่ลบหลายอย่าง ทั้งอาการเจ็บป่วยทางกาย อารมณ์แปรปรวน ความจำแย่ และมีพฤติกรรมหรือนิสัยที่กร้าวร้าวขึ้น เราจึงควรฝึกเพื่อสลับโหมดอารมณ์ระหว่างความเครียดและความรู้สึกผ่อนคลาย จะได้ไม่ส่งผลร้ายกับตัวเอง ด้วยการฝึกต่อไปนี้
 
– เดินระยะสั้นๆ ในตอนเช้า เคลื่อนไหวร่างกายเบาๆ ก่อนไปทำงาน ให้ร่างกายทำงานผสานกับจิตใจ เป็นการบริหารทั้งสองส่วนไปพร้อมๆ กัน
– ทำงานให้เสร็จในเวลา เมื่อจบวันแล้วอาจชวนเพื่อนสนิทกินข้าวและพูดคุยกัน เพื่อเป็นสัญญาณว่า เราได้เลิกงานแล้ว เปิดโอกาสได้สมองได้ผ่อนคลายบ้าง
 
ลองนำ 4 วิธีข้างต้นไปปรับใช้ เพื่อบาลานซ์ความเครียดให้อยู่ในระดับเหมาะสม จะได้มีทุกวันเป็นวันสุขได้ดั่งใจ
 
 
แปลและเรียบเรียงจาก: https://mck.co/3bj6NAH