ถ้าไม่มีทางออก ลองทุบกำแพงแล้วสร้างประตู​

118
‘Dave Trott’ นักเขียนคนโปรดของผม เจ้าของผลงานที่ผมชอบที่สุดตลอดกาลอย่าง “Predatory Thinking” เล่าเรื่องลูกชายตอนสมัยเรียน กราฟิกและโฆษณาอยู่ที่ St.Martins
 
ตอนนั้นลูกของ Dave Trott เพิ่งจบปีสองและเหลือเวลาอีกหนึ่งปีกว่าจะเรียนจบ สองพ่อลูกคุยกันว่า จะทำอะไรดีตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อน
 
Dave บอกลูกว่า
 
“ลองทำเหมือนว่า ลูกเรียนหนังสือจบแล้ว และกำลังต้องหางานในวงการโฆษณาสิ ซึ่งนั่นหมายความว่าลูกต้องใช้เวลาช่วงวันหยุดหางาน แน่นอนว่าลูกคงหางานไม่ได้หรอกเพราะยังเรียนไม่จบ แต่ประสบการณ์การหางานจะทำให้ลูกเข้าใจว่างานดีๆ มันหายากขนาดไหน ประสบการณ์การหางานนั้นจะทำให้ลูกรู้ว่า ปีสุดท้ายที่มหาวิทยาลัย ลูกจะต้องทำอะไรเพื่อให้หางานดีๆ ได้
 
Dave บอกว่า แต่ก่อนสมัยเขาหางาน เขาจะถ่ายเอกสาร Portfolio ของเขา 50 ชุด เพื่อส่งจดหมายไปสมัครงาน แต่ลูกชายของเขามีไอเดียที่ดีกว่านั้น
 
เขาทำเว็บไซต์ที่มี Portfolio ของตัวเองขึ้นมา แล้วส่งอีเมลสมัครงานออกไป 600 เมล โดยส่งหา Creative Director และ Executive Creative Director
 
แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่สนใจอ่านและคงลบทิ้ง แต่มีคนอ่าน และตอบกลับมา 5 คน หนึ่งในนั้นคือ ‘Ed Morris’ ซึ่งเป็น Executive Creative Director ของ “Lowe” เอเจนซีโฆษณาชื่อดังของโลก
 
หลังจากไปทดลองงานได้หนึ่งเดือน Ed Morris ก็รับเขาเข้าทำงาน งานนี่ไม่ใช่การฝึกงานแต่เป็นงาน Full Time
 
แต่ไม่นานก็ถึงเวลาเปิดเทอม และลูกชายของ Dave Trott ต้องการเรียนให้จบ จึงมาขอคำปรึกษา
Dave บอกว่า “ทำไมต้องเลือกล่ะก็ทำมันทั้งคู่เลยสิ”
 
ลูกชายก็เลยไปคุยกับ Ed Morris บอกว่า
 
“ในหนึ่งปีบริษัทให้วันลาพักร้อน 3 สัปดาห์​ แทนที่ผมจะลาพักร้อนแบบทั่วๆ ไป ผมขอใช้วันลาพักร้อน สัปดาห์ละครึ่งวันแทนได้ไหมครับ ถ้าทำได้ผมจะสามารถทำงานได้ด้วย และก็ยังสามารถจะเรียนให้จบได้ด้วยครับ”
 
Ed Morris บอกว่าไม่มีปัญหา ตราบใดที่เขายังทำงานให้เอนเจนซีได้ดีเหมือนเดิม
 
แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือน มหาวิทยาลัยก็รู้เรื่องเขาและบอกว่าเขาไม่สามารถทำทั้งสองอย่างได้ — ถ้าไม่ลาออกจากงาน ก็ต้องลาออกจากมหาวิทยาลัย
 
ลูกชายมาปรึกษา Dave ว่าเอาไงดีพ่อ
 
Dave ถามลูกว่า “อะไรคือจุดประสงค์ของการไปเรียนมหาวิทยาลัย?”
ลูกตอบว่า “เพื่อหางานให้ได้”
 
Dave ก็เลยตอบลูกไปว่า “งานก็มีแล้วนี่ แล้วมหาวิทยาลัยยังจำเป็นอยู่ไหม”
 
ลูกชายก็เลยตอบว่า “เรียนมาขนาดนี้แล้ว ยังไงก็อยากเรียนให้จบ”
 
Dave ก็เลยบอกว่า “ลองใช้ความคิดสร้างสรรค์ แล้วหาทางออกดูนะ”
 
Ed Morris ก็เหมือนกับ Creative หลายๆ คนที่มีความขบถหน่อยๆ และไม่ชอบคำสั่งอะไรที่เขาคิดว่าไม่เหมาะสม
 
Ed บอกว่า “ช่างพวกนั้นไป นายอยากได้เวลาไหนเพื่อไปเรียนก็ไม่มีปัญหา ตราบใดที่นายยังทำงานได้อย่างสมบูรณ์ บอกพวกนั้นซะว่านายลาออกแล้ว แล้วถ้าพวกนั้นโทรมาถาม เดี๋ยวฉันจะจัดการเองไม่ต้องห่วง”
 
ลูกชายของ Dave Trott บอกกับมหาวิทยาลัยว่าเขาลาออกจากเอเจนซี่แล้ว
 
เขาใช้เวลาทุกวันทั้งวันธรรมดาและวันเสาร์อาทิตย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อจัดการบริหารทั้งงานของเอเจนซีและงานของมหาวิทยาลัย และเนื่องจากเขารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณของ Ed Morris เขาจึงทำงานหนักมากๆ เพื่อเป็นการตอบแทน
 
ในที่สุดเขายังได้ทำงานและยังเรียนจบได้รับปริญญาด้วย Dave Trott บอกว่านั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่บทเรียนที่มีค่ามากกว่าคือ
 
ลูกชายของเขาได้เรียนรู้ว่า อย่าให้ใครมาตีกรอบว่าชีวิตเราจะทำอะไรได้บ้าง
 
ลูกชายของเขาได้เรียนรู้ว่า จะพลิกแพลงสถานการณ์และคนได้อย่างไร
 
ลูกชายของเขาได้เรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริง ที่ไม่ได้อยู่แค่ในมหาวิทยาลัย
 
 
ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ในโลกปัจจุบัน
 
บางทีเราต้องถามตัวเองว่า กฎที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 50 ปีก่อน ยังสามารถใช้ในบริบทของวันนี้ได้หรือไม่
 
บางทีเราต้องถามตัวเองเยอะๆ เมื่อมีคนบอกให้เราหันซ้าย หันขวา ว่าจริงๆ แล้วมันมีทางเลือกอื่นหรือไม่
 
บางทีเราต้องคิดเยอะๆ ว่า เวลาคนบอกว่าไม่มีทางออก มันไม่มีทางออกจริงๆ เหรอ
 
บางทีถ้ามันไม่มีประตู​
 
เราอาจจะต้องทุบกำแพงแล้วสร้างประตูของเราเอง