ความหมายของ Autonomy อิสระในการทำงานที่ไม่ต้องบอกว่า ‘ทำอย่างไร’

187
ไม่นานมานี้ผมได้อ่านบทความใน Blog ของ Dave Trott ที่กระตุกต่อมความคิดของผมมาก ถ้าใครติดตาม Dave Trottอยู่บ่อยๆ จะพอทราบว่าเขาชอบเล่าเรื่องเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่สองมาก และแต่ละเรื่องเล่ามีมุมที่น่าสนใจที่ปรับเอาวิธีคิดเรื่องการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจได้ดีมาก เรื่องนี้ก็เช่นกันครับ
 
ในปี 1945 เรือดำน้ำ U864 ของเยอรมันกำลังเดินทางในภารกิจลับเพื่อนำยุทโธปกรณ์ไปที่ญี่ปุ่น ยุทโธปกรณ์ที่ว่านี้คือเมอร์คิวรี่ 65 ตัน, พิมพ์เขียวสำหรับการสร้างเครื่องบินรบที่ทันสมัยกว่าของฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างมาก, วิศวกรเครื่องบินของเยอรมัน และมีผู้เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ อีกเพียบ
 
ถ้าเรือ U864 เดินทางไปถึงญี่ปุ่นได้ จะเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าสมรภูมิของสงครามโลกครั้งที่สองในเอเซียแปซิฟิกอย่างแน่นอน เพราะเรือดำน้ำลำนี้มีศักยภาพสูงมากและมีตอร์ปิโดถึง 22 ลูก
 
ฝ่ายสัมพันธมิตรทราบข่าวนี้และได้ส่งเรือดำน้ำของอังกฤษชื่อ HMS Venturer ซึ่งบัญชาการโดยเด็กหนุ่มอายุแค่ 25 ปีชื่อ Jamie Launders ซึ่งเรือของอังกฤษพบเรือของเยอรมันในน่านน้ำของประเทศนอร์เวย์ แต่เรือ HMS Venturer นั้นเห็นแค่กล้องส่องดูเหนือผิวน้ำของเรือใต้น้ำ (periscope) ของเรือ U864 เท่านั้น
 
เรือทั้งสองดำอยู่ใต้น้ำ
 
และเมื่อเรือดำน้ำทั้งสองลำอยู่ใต้น้ำ จึงมองไม่เห็นกันและกัน และการใช้ sonar ก็อาจจะทำ U864 รู้ที่อยู่ของ HMS Venturer ได้
 
เป็นเวลา 45 นาที ที่เรือทั้งสองลำอยู่นิ่งๆไม่เคลื่อนไหว
 
จนกระทั่งในที่สุด U864 ก็เริ่มเคลื่อนที่แบบซิกแซก เรือ HMS Venturer นั้นสะกดรอยตามเป็นเวลาสามชั่วโมงใต้น้ำ
 
Jamie Launders รู้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่เขาต้องลงมือโจมตี แต่ปัญหาคือ ด้วยระยะที่ห่างกันอยู่พอสมควร กว่าตอร์ปิโดจะยิงถึง U864 ก็ต้องใช้เวลาถึง 4 นาที ซึ่งแน่นอนว่าเรือ U864 ก็จะรู้ตัวก่อน แล้วก็จะหนีตอร์ปิโดได้
 
ในยุคนั้นเวลาจะยิ่งเรือดำน้ำของศัตรู การคำนวณมักเป็นสองมิติ คือระยะทางและการเคลื่อนที่ซ้ายขวา แต่ Jamie Launders รู้ว่าการโจมตีครั้งนี้ต้องเป็นแบบสามมิติ คือต้องนำการเคลื่อนที่ขึ้นและลงในน้ำของเรือ U864 มาคำนวณด้วย
 
นั่นหมายความว่าต้องคาดการณ์ตำแหน่งที่แน่นอนของ U864 เมื่อเวลาผ่านไปอีก 4 นาที หลังจากการยิงตอร์ปิโด
 
Jamie Launders คำนวณความเป็นไปได้จากความเร็ว, ความสามารถในการดำน้ำและการเลี้ยว และที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องคาดการณ์ให้ได้ว่า ผู้บัญชาการของ U864 จะทำอะไร
 
Jamie Launders ตัดสินใจยิงตอร์ปิโดออกไป 4 ลูก โดยแต่ละลูกห่างกัน 17 วินาที ลูกหนึ่งยิงไปที่ตัว U-boat ตรงๆ อีกลูกยิงไปข้างล่าง อีกลูกยิงไปทางขวาล่าง และอีกลูกยิงไปทางซ้ายล่าง
 
อีก 16 นาทีต่อมา ก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นได้น้ำ
 
เกิดอะไรขึ้นใน 16 นาทีนี้?
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ตอร์ปิโดลูกแรกที่ยิงออกไปทำให้เรือ U-boat ปักหัวลง ซึ่งก็จะทำให้เจอกับเส้นทางของตอร์ปิโดลูกที่สอง (เพราะลูกที่สองยิงไปต่ำกว่าลูกแรก) ซึ่งนั่นก็จะทำให้ U-boat หักหัวเรือไปทางซ้าย ซึ่งก็จะไปเจอกับเส้นทางของตอร์ปิโดลูกที่สาม
 
คราวนี้เรือก็ต้องหักไปทางขวา แล้วก็เจอกับตอร์ปิโดลูกสุดท้ายพอดี
 
ทั้งหมดนี้เป็นไปตามการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าของ Jamie Launders ทุกประการ
 
นี่เป็นเหตุการณ์ครั้งแรกและครั้งเดียวที่มีการจมเรือดำน้ำ ด้วยเรือดำน้ำอีกลำ ในขณะที่เรือดำน้ำทั้งสองลำอยู่ใต้น้ำ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่สามารถสอนกันมาได้ก่อน ทุกอย่างมาจากแนวทางการวางแผนหน้างานทั้งสิ้น
 
และสามสิ่งที่ Jamie Launders มี คือ คำสั่งและเหตุผลที่ต้องจม U864 ,ความเชื่อมั่นของผู้บังคับบัญชา และอิสระในการคิดเอาเองว่าจะทำยังไง
 
ไม่มีใครบอกเขาว่าต้องทำยังไง
 
ผมเชื่อว่า ในการทำงาน นี่คือสิ่งที่หัวหน้าทีมอยากได้มากที่สุด
 
หัวหน้าทีมมีหน้าที่หาคนที่มีความสามารถ และให้อาวุธกับเขา บอกความคาดหวังของงานและบอกด้วยว่าต้องทำเพราะอะไร แล้วปล่อยให้พวกเขาทำงานกันเอง โดยไม่ต้องบอกว่าทำยังไง
 
รุ่นพี่ที่ผมเคารพมากคนหนึ่งเคยบอกไว้ว่า ‘Give them why, sometime what but never give them how”
 
เวลาจะให้งานใคร ให้บอกเหตุผลว่า ทำไปทำไม บางครั้งอาจจะบอกด้วยว่าอะไรที่ต้องทำ แต่อย่าไปบอกว่าทำยังไง
 
นี่คืออิสรภาพที่จะทำให้ทีมงานเก่งขึ้นและแข็งแกร่งมากขึ้นด้วย
ที่สำคัญคือทีละเล็กละน้อย ทุกคนจะทำงาน ‘เป็น’ ขึ้นด้วย
 
เมื่อถึงเวลาสำคัญ เขาจะสามารถตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ได้เอง โดยไม่ต้องกลับมาถามใครอีก
 
เหมือนที่ Jamie Launders ตัดสินใจใต้มหาสมุทรในวันนั้น